
สรุป 10 เมกะเทรนด์ เปลี่ยนโลก ค่าครองชีพสูง รายได้โตช้า ภาระสองชั้นของครัวเรือนไทย จากพายุเศรษฐกิจ เมื่อโลกแบ่งขั้ว การค้าและการลงทุนเปลี่ยนทิศ
รายงานวิจัยล่าสุดของกรุงศรี สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ใช่เพียงความผันผวนทางเศรษฐกิจตามปกติ แต่เป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากสองด้าน
ด้านหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีที่เข้ามาพลิกโฉมธุรกิจ สังคมสูงวัย และปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่อีกด้านคือปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะรายได้ที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเงินเหลือใช้ที่ลดน้อยลง
แรงกดดันทั้งสองด้านกำลังส่งผลต่อเนื่องถึงภาคธุรกิจ การจ้างงาน และกำลังซื้อของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญโจทย์ใหญ่ ว่าจะเข็นตัวเองให้เติบโตได้มากแค่ไหน และยังต้องรับมือกับคำถามสำคัญว่า คนไทยและธุรกิจไทยจะมีความพร้อมมากพอในการปรับตัวหรือไม่
จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก สามารถสรุปเป็น 10 แนวโน้มสำคัญที่กำลังเข้ามากำหนดทิศทางเศรษฐกิจและชีวิตของคนไทยได้ดังนี้
1. โลกแบ่งขั้ว การค้าและการลงทุนเปลี่ยนทิศ
ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ สงคราม และมาตรการกีดกันทางการค้า กำลังเปลี่ยนรูปแบบการค้าโลก จากเดิมที่ธุรกิจให้ความสำคัญกับการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด มาเป็นการเลือกฐานการผลิตที่มีความมั่นคงและอยู่ในประเทศพันธมิตรมากขึ้น
การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียงหรือประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ดี จึงกลายเป็นโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ แต่ก็หมายถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเช่นกัน
2. สงครามโลกกระทบราคาพลังงาน ต้นทุนธุรกิจและค่าครองชีพ
ความขัดแย้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง มีโอกาสผลักดันราคาน้ำมันและพลังงานให้สูงขึ้น ขณะที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังส่งต่อไปยังค่าเดินทาง ต้นทุนขนส่ง การผลิตสินค้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน
3. คนเกิดน้อย ผู้สูงอายุเพิ่ม โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงงานในอนาคตมีแนวโน้มหดตัว และภาระด้านสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทั้งสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ และตลาดที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตยืนยาว ซึ่งกำลังมีความสำคัญมากขึ้น
4. คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น
พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป จากการให้ความสำคัญกับความสะดวกและราคาเพียงอย่างเดียว มาเป็นการเลือกสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น
ทั้งอาหารเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ดูแลร่างกาย เทคโนโลยีติดตามสุขภาพ และบริการที่ช่วยให้ผู้บริโภคดูแลตัวเองได้ดีขึ้น กำลังกลายเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโต
5. AI และระบบอัตโนมัติเปลี่ยนวิธีทำงานและแข่งขันของธุรกิจ
เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยให้ธุรกิจทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในอีกด้านก็สร้างแรงกดดันต่อแรงงานที่ยังมีทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการใหม่ รวมถึงธุรกิจดั้งเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้ แต่เป็นการพัฒนาทักษะแรงงานและปรับรูปแบบธุรกิจให้สามารถแข่งขันในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
6. ภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้น ธุรกิจต้องจ่ายมากขึ้นเพื่อปกป้องข้อมูล
เมื่อธุรกิจย้ายกระบวนการทำงานและข้อมูลสำคัญเข้าสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น ความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์และข้อมูลรั่วไหลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการดูแลข้อมูลจึงกลายเป็นต้นทุนที่ธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องพึ่งพาระบบดิจิทัลในการดำเนินงาน
7. ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น กระทบทั้งธุรกิจและรายได้ประชาชน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือสภาพอากาศสุดขั้ว
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน แต่ยังลามไปถึงผลผลิตทางการเกษตร การขนส่ง โรงงาน และห่วงโซ่การผลิต ซึ่งล้วนมีผลต่อรายได้ของประชาชนและต้นทุนของธุรกิจ
8. กติกาสิ่งแวดล้อมเข้มขึ้น ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัว
หลายประเทศเริ่มใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขสำคัญทางการค้า ธุรกิจที่ส่งออกจึงต้องปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งการลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้พลังงานสะอาด
แม้การปรับตัวจะทำให้ธุรกิจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็เปิดโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เทคโนโลยีสีเขียว และธุรกิจการเงินที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยั่งยืน
9. ของจำเป็นยังแพง กดดันรายจ่ายที่ประชาชนลดไม่ได้
ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง มีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาสินค้าจำเป็น ทั้งอาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน และสินค้าอุปโภคบริโภค
ปัญหาสำคัญคือรายจ่ายเหล่านี้เป็นสิ่งที่ครัวเรือนต้องใช้ทุกเดือน แม้จะพยายามประหยัดก็ลดได้ไม่มาก ทำให้เงินเหลือสำหรับการออม การลงทุน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ น้อยลง
10. แรงงานรายได้โตช้า ติดอยู่กับงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ
แรงงานไทยจำนวนมากยังทำงานอยู่ในภาคค้าปลีก ค้าส่ง ก่อสร้าง บริการอาหาร และเกษตรกรรม ซึ่งหลายส่วนมีผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก
เมื่อธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มได้จำกัด การเพิ่มค่าจ้างก็ทำได้ยากตามไปด้วย ส่งผลให้รายได้ของแรงงานจำนวนมากเติบโตช้า และไม่ทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
แม้เมกะเทรนด์ทั้ง 10 ข้อจะดูเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะสะท้อนออกมาในรูปของราคาสินค้า ต้นทุนธุรกิจ โอกาสในการทำงาน และรายได้ของประชาชน
ขณะที่ปัญหาภายในประเทศก็ทำให้คนไทยมีพื้นที่รับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจได้น้อยลง โดยข้อมูลจากรายงานชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่กำลังเผชิญข้อจำกัดทางการเงินอย่างชัดเจน
“ ครัวเรือนรายได้น้อยมีสัดส่วนสูง และต้องใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับของจำเป็น ครัวเรือนไทยกว่า 57.2% มีรายได้ไม่เกิน 24,000 บาทต่อเดือน โดยกลุ่มนี้ต้องใช้จ่ายกับอาหารและค่าเดินทางสูงถึง 53.4% ของรายจ่ายทั้งหมด”
หมายความว่าเงินกว่าครึ่งที่หาได้ในแต่ละเดือนต้องถูกนำไปใช้กับสิ่งจำเป็น ทำให้มีเงินเหลือสำหรับการออม การลงทุน หรือรับมือกับเหตุฉุกเฉินค่อนข้างจำกัด
แม้รายได้ที่เห็นเป็นตัวเงินจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เมื่อหักเงินช่วยเหลือจากภาครัฐและผลกระทบจากเงินเฟ้อออกไปแล้ว พบว่ารายได้ที่แท้จริงเติบโตในระดับต่ำ พูดง่าย ๆ คือ แม้คนไทยอาจมีรายรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่เมื่อเทียบกับราคาสินค้าและค่าครองชีพที่ต้องจ่ายจริง เงินที่เหลือให้ใช้กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อพิจารณาฐานะการเงินของครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 24,000 บาทต่อเดือน พบความแตกต่างระหว่างครัวเรือนที่มีหนี้และไม่มีหนี้อย่างชัดเจน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ครัวเรือนจำนวนมากแทบไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับรับมือกับเหตุไม่คาดคิด หากเกิดเจ็บป่วย ตกงาน หรือรายได้ลดลงเพียงช่วงสั้น ๆ ก็อาจต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ตัวเลขการบริโภคโดยรวมของประเทศยังสามารถขยายตัวได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนทุกกลุ่มมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น
เนื่องจากการใช้จ่ายยังได้รับแรงหนุนจากครัวเรือนที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ซึ่งมีรายได้มากกว่า 51,658 บาทต่อเดือน และยังมีกำลังซื้อเพียงพอ
ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยต้องรับมือกับค่าครองชีพสูง รายได้ที่เติบโตช้า และภาระหนี้สิน ภาพเศรษฐกิจที่เห็นจากตัวเลขรวมจึงอาจไม่สะท้อนความเป็นอยู่ของคนไทยทุกกลุ่มได้อย่างครบถ้วน
เมื่อแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกมาบรรจบกับปัญหาการเงินของครัวเรือนในประเทศ ยังมีอีก 3 ปัจจัยที่ต้องจับตา เพราะอาจทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในระยะข้างหน้า
1. ของแพงขึ้น แต่เศรษฐกิจและรายได้ไม่โต เสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation
หากความขัดแย้งระหว่างประเทศยังทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการผลิตและขนส่งก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก่อนที่ธุรกิจจะทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ
ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจในภาคบริการ ค้าปลีก และก่อสร้างอาจลดชั่วโมงทำงานหรือชะลอการจ้างงาน ส่งผลให้ประชาชนเผชิญทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้นและรายได้ที่ไม่เติบโต ซึ่งเป็นความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ
2. ธุรกิจต้องลงทุนปรับตัว แต่ SMEs อาจไม่มีเงินทุนเพียงพอ
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและกติกาการค้าโลกทำให้ธุรกิจไทยต้องลงทุนเพิ่ม ทั้งการนำ AI มาใช้ พัฒนาทักษะแรงงาน และปรับกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมมีความพร้อมด้านเงินทุนและบุคลากรมากกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะที่ SMEs จำนวนมากยังมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
หากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจเสียความสามารถในการแข่งขัน กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และลุกลามไปถึงการจ้างงานและรายได้ของแรงงาน
3. มาตรการกระตุ้นระยะสั้นอาจไม่เพียงพอ หากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายอาจช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่หากไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ยกระดับทักษะแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพของภาคธุรกิจได้ ก็ยากที่จะทำให้รายได้ของประชาชนเติบโตอย่างยั่งยืน
โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงอยู่ที่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบสวัสดิการและความช่วยเหลือทางสังคม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปไม่ได้วัดกันเพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องดูด้วยว่าการเติบโตนั้นสร้างรายได้และโอกาสให้คนส่วนใหญ่ได้มากน้อยแค่ไหน
หากเศรษฐกิจโลกเดินหน้าไปเร็วขึ้น แต่รายได้คนไทยยังเติบโตไม่ทันค่าครองชีพ และธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่มีทุนมากพอที่จะปรับตัว แรงบีบจากทั้งสองด้านก็อาจยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในวงจรเติบโตต่ำและเปราะบางต่อไป
ที่มา : วิจัยกรุงศรี
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney