
เมื่อความเชื่อใจกลายเป็นทุนขององค์กรการกุศล เปิดเบื้องหลัง การจัดตั้ง “มูลนิธิ” เงินบริจาค 1 บาท เดินทางอย่างไร ก่อนถึงมือผู้รับ กับช่องว่างกฎหมายควบคุม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพกองสิ่งของบริจาคจำนวนมากที่ถูกปล่อยทิ้งร้างคาโกดัง สวนทางกับกระแสเงินสดหมุนเวียนเกือบพันล้านบาทที่ถูกตรวจสอบ พบว่ามีการถ่ายโอน ออกไปสร้างพูลวิลลาหรูในจังหวัดภูเก็ต และที่ดิน ย่าน อ.หนองเสือ จังหวัดปทุมธานี
กรณีของ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ที่มี “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” เป็นหัวเรือใหญ่ กำลังถูกตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ลุยตรวจเส้นทางการเงิน จนเตรียมดำเนินคดี 3 ข้อหาหนัก
ทั้งฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยแม้เจ้าตัวอ้างว่าถูกบุคคลใกล้ชิดหลอกลวง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่กลายเป็นอีกบทเรียนครั้งใหญ่ ที่ทำให้สังคมได้เห็นว่า “ความใจดีของคนไทย” กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือหากินมากขึ้น ในวันที่กฎหมายบ้านเราตามไม่ทันโลกดิจิทัล
ย้อนไป หลายคนมักเชื่อสนิทใจว่า ถ้าองค์กรไหนมีคำว่า “มูลนิธิ” นำหน้า แปลว่ารัฐต้องคัดกรองมาอย่างดี และถ้าหาก “บริจาค” ก็สามารถเอาใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้แน่ๆ แต่นี่คือความเข้าใจผิดอย่างมาก
เพราะเมื่อเจาะลึก ตัวเลขจากกรมการปกครอง ภายใต้ ปัจจุบันทั่วประเทศ มีมูลนิธิที่ยังเปิดดำเนินการมากกว่า 10,000 แห่ง เนื่องจากการตั้งมูลนิธิในไทยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกฎหมายระบุ แค่มีเงินสดนอนนิ่งในบัญชี 200,000 ถึง 250,000 บาท มีกรรมการ 3 คน ก็สามารถยื่นเรื่องผ่านอำเภอหรือสำนักงานเขต เสียค่าธรรมเนียมแค่ 210 บาท ซึ่งเมื่อได้รับอนุมัติ องค์กรก็จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลถูกต้องตามกฎหมาย และได้ป้ายชื่อมูลนิธิมาคล้องคอแล้ว
อย่างไรก็ดี สำหรับรายชื่อองค์กรที่ได้รับการประกาศจากกระทรวงการคลังให้เป็น “องค์การหรือสถานสาธารณกุศล” ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้บริจาคมีสิทธินำใบเสร็จไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้น มีอยู่เพียงเกือบ 1,200 แห่งทั่วประเทศ (ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ศาสนสถาน สมาคม และมูลนิธิ) เนื่องจากต้องผ่านเกณฑ์ประเมินด้านงบการเงินและสัดส่วนรายจ่ายเพื่อสาธารณกุศลอย่างละเอียดจากกรมสรรพากรต่อเนื่องหลายปี
หมายความว่า มูลนิธิอีกกว่า 80-90% ในบ้านเรา ดำเนินการอยู่ใต้การส่งรายงานกระดาษปีละแผ่นให้นายทะเบียนท้องที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่แทบไม่มีเวลาลงลึกไปดูบัญชีเงินฝาก อาจทำให้เงินบริจาค สามารถหลุดรอดสายตารัฐไปอย่างง่ายดายได้
เปรียบเทียบหลักการบัญชีกองทุนสากล (Fund Accounting Standards) และแนวทางของหน่วยงานจัดอันดับองค์กรการกุศลระดับโลก เช่น Charity Navigator จะพบว่าในความเป็นจริงของงานกู้ภัย “เงินบริจาค 1 บาท” ไม่มีทางส่งถึงมือคนเดือดร้อนได้เต็ม 1 บาท เพราะต้องมีค่าน้ำมันรถ ค่าข้าวกล่องทีมงาน ค่าโกดังเก็บของ และค่าทำบัญชี
องค์กรที่ได้รับเกรดความโปร่งใสสูงในระดับสากลจะรักษาสัดส่วนค่าใช้จ่ายโครงการให้อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 65-75 % ของรายจ่ายทั้งหมด และจำกัดค่าใช้จ่ายบริหารจัดการรวมกับการระดมทุนไม่ให้เกิน 25-35 %
ตัวอย่างเห็นภาพชัด ๆ เช่น ถ้าเป็นองค์กรที่มีมาตรฐาน เงิน 1 บาท จะถูกนำไปใช้ซื้อของและลงพื้นที่ช่วยคนจริงๆ ราว 70 ถึง 80 สตางค์ ส่วนที่เหลืออีก 20 ถึง 30 สตางค์ จะเป็นค่าบริหารจัดการและค่าประชาสัมพันธ์เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญคือต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตคอยตรวจตราอย่างโปร่งใส
แต่ในองค์กรที่ไร้ระบบควบคุม หรือจงใจเปิดช่องโหว่ เงิน 1 บาทนั้น อาจไปถึงผู้ประสบภัยไม่ถึง 20-30 สตางค์ หรือตอบไม่ได้เลยว่าเงินหายไปไหน ยิ่งถ้าเน้นสร้างกระแสโซเชียลแต่ไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี ของบริจาคก็กลายเป็นขยะกองทิ้ง ส่วนเงินสดก็มักจะถูกผันเข้ากระเป๋าตัวเอง จ่ายค่านายหน้าแบบบวมราคา หรือโอนออกไปหมุนเวียนในธุรกิจส่วนตัวของผู้มีอำนาจ
ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมระบบมีช่องว่างได้มากขนาดนี้ ? คำตอบคือ ปัจจุบันไทยยังพึ่งพา “พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487” ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บังคับใช้มาแล้วกว่า 80 ปี
เจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อควบคุมการเรี่ยไรตามท้องถนน การเดินถือกล่อง การใช้เครื่องขยายเสียง หรือเอกสารสิ่งพิมพ์ จึงไม่มีบทบัญญัติที่ครอบคลุมถึงเครื่องมือระดมทุนในยุคปัจจุบัน ไม่มีคำว่า “เพจเฟซบุ๊ก” “ไลฟ์สด” หรือ “แอปฯ สแกนคิวอาร์โค้ด” อยู่เลยแม้แต่น้อย
ที่แย่กว่านั้นคือ บทลงโทษสำหรับคนที่แอบเรี่ยไรโดยไม่ขออนุญาต มีโทษปรับสูงสุดเพียง “200 บาท” เงินค่าปรับแค่ 200 บาท จึงแทบไม่ต่างอะไรจากเรื่องตลก เมื่อเทียบกับเงินบริจาคในยุคนี้ที่ไหลเข้าบัญชีรอบละสิบล้านถึงร้อยล้านบาท
แถมกฎหมายยังเปิดช่องไว้ว่า ถ้าจดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้ว เวลาจะเรี่ยไรเงิน แค่ทำหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบก็ทำได้ทันที ป้าย “มูลนิธิ” จึงกลายเป็นใบเบิกทางชั้นดีที่คนบางกลุ่มใช้สร้างฉากบังหน้าเพื่อโกยเงินศรัทธาอย่างถูกกฎหมาย
จากปัญหาที่ลุกลาม เมื่อย้อนดู จะพบว่าที่ผ่านมา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ส่งสัญญาณเตือน ทั้งฝั่งคนให้และคนรับ เพื่อสกัดไม่ให้ความใจดีกลายเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเรื่อยมา
สำหรับประชาชน ก่อนจะกดโอนเงินทำบุญ มีหลักง่ายๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
ขณะเดียวกัน ใครก็ตามที่คิดจะเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าจะเป็นดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือมูลนิธิ
บทเรียนจากกรณีเงินบริจาคหลายร้อยล้านที่กำลังเป็นข้อพิพาทในขณะนี้ ไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การกล่าวคำขอโทษหรือการดำเนินคดีไปตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ภาครัฐหันมาทบทวนและพัฒนากฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลกลางที่เปิดให้ประชาชนตรวจสอบงบการเงิน รายนามคณะกรรมการ และรายงานความคืบหน้าของทุกมูลนิธิผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างโปร่งใส เช่นเดียวกับมาตรฐานสากลในอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน สังคมอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง จากเดิมที่การทำการกุศลมักขึ้นอยู่กับ "ความนิยมและความเชื่อมั่นในตัวบุคคล" หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบผ่านระบบธรรมาภิบาลที่เป็นรูปธรรม เพราะหากปราศจากกลไกการติดตามที่รัดกุม ความตั้งใจดีของผู้บริจาคก็อาจถูกลดทอนคุณค่า และเปิดช่องให้เกิดความเสียหายซ้ำรอยเดิมได้ไม่รู้จบ
ที่มา : กรมการปกครอง ,กรมสรรพากร , มหาวิทยาลัยรังสิต , สถาบันนิติธรรมาลัย ,สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney