
“โซลาร์ประชาชน” เป็นหนึ่งในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน ตามนโยบายของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย
โครงการ “โซลาร์ประชาชน” จะใช้เงินกู้ 50,000 ล้านบาท อุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านครัวเรือน ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน ส่วนเงินอีก 20,000 ล้านบาท จะเป็นการจัดทำระบบการซื้อ-ขายไฟคืนและเปลี่ยนมิเตอร์ไฟบ้านให้รองรับการขายไฟคืนของครัวเรือนเข้าสู่ระบบการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เบ็ดเสร็จโครงการนี้จะใช้เงินกู้ราว 70,000 ล้านบาท
โดยประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการต้องลงทะเบียนยื่นคำขอไปยัง กฟน.และ กฟภ.เพื่อแสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการ รับสิทธิเงินสนับสนุน 50,000 บาท ซึ่งจะทยอยจ่ายเงินเมื่อทำสัญญาและติดตั้งแล้วเสร็จ
และหากต้องการกู้เงิน รัฐบาล “อนุทิน” สั่งให้ 3 สถาบันการเงินของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2.5% ผ่อนยาวนาน 7 ปี
ทั้งนี้ มีการตั้งราคาประเมินการติดตั้งโซลาร์ประชาชนกำลังการผลิต 5 กิโลวัตต์ (kW) จะใช้เงินไม่เกิน 140,000 บาท แบ่งเป็นเงินรัฐอุดหนุน 50,000 บาท กู้เงิน 90,000 บาท เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วสามารถขายไฟให้ กฟน. หรือ กฟภ.ได้แบบหักกลบกับค่าไฟที่จ่ายแต่ละเดือน และจ่ายเป็นค่าผ่อนชำระเงินกู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ทำให้ประชาชนมีรายได้เสริมจากการขายไฟอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้ประชาชนหันมาสนใจติดตั้งแผงโซลาร์ทั้งบนหลังคา บนพื้นดิน บนพื้นน้ำ ได้ครบ 1 ล้านครัวเรือนแน่นอน
การเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดในครั้งนี้ถือเป็นแนวคิดที่ดี ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้า เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูง ส่งผลต่อค่าไฟประชาชนสูงตามไปด้วย
การหันมาใช้ “พลังงานแสงอาทิตย์” จาก “แสงแดด” ที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีต้นทุน จึงเป็นอีก 1 ทางออกที่ทำให้ประชาชนใช้ไฟถูก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
แต่การจะติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเรือนไม่ใช่เรื่องง่าย มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งในระดับสูง แต่ละบ้านต้องใช้ไฟเดือนละ 5,000-10,000 บาทขึ้นไป มีคนอยู่บ้านตอนกลางวัน จึงจะคุ้มค่า เพราะผลิตไฟมาแล้ว ต้องใช้ ขายคืนไม่ได้ หากจะขายคืน ขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน จนท้อ...
การติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ยัง “ไม่ได้ปิดจบ” แค่ติดตั้งเสร็จ ก่อนติดตั้งทีมผู้รับเหมาต้องสำรวจพื้นที่หลังคาครัวเรือน ว่ามีแรงรองรับน้ำหนักแผงโซลาร์หรือไม่ แผงโซลาร์เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ เมื่อติดตั้งเสร็จยังต้องทำประกันอัคคีภัย ต้องบำรุงรักษาดูแลประจำปี เพื่อให้สามารถผลิตไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง
แต่แม้เป็นแนวคิดที่ดี โครงการดังกล่าวยังมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะยังมีข้อกังขาจากพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และผู้ประกอบการติดตั้งแผงโซลาร์รายเล็กรายน้อย อันเป็นผลจากเงื่อนไข กติกา ที่ส่อแววไปเรื่องการ “ล็อกสเปก” เอื้อประโยชน์ให้บริษัทพวกพ้อง เอกชนรายใหญ่ และเครือข่ายรัฐบาล รวมถึงบริษัทลูกนายกรัฐมนตรี ที่รับงาน กฟภ.อยู่ในปัจจุบัน
ยกตัวอย่างบริษัท BigOneSolutions จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ “งดเข้าร่วม” เนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส ความเป็นธรรมในการแข่งขัน และความหลากหลายของทางเลือกสำหรับประชาชน โดยเห็นว่าภาครัฐควรทบทวนและชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ป้องกันความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน
ขณะที่ เพจ Solar Hub โพสต์ระบุว่า การตั้งราคากลาง 140,000บาท ไม่สอดคล้องกับความจริง ส่วนเพจชัยวัฒน์ โซลาร์ กังวลเรื่องมาตรฐานของแผงโซลาร์ จะเป็นมาตรฐาน IEC หรือมาตรฐาน มอก.เพื่อความปลอดภัยของบ้านเรือนประชาชน รวมถึงเรื่องการวางเงินค้ำประกันด้วย
เมื่อพิจารณาเงื่อนไขหลายข้อ โดยเฉพาะประเด็นหลักประกันที่ต้องวางเงินสูงถึง 60,000 บาทนั้น ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในฐานะผู้รับติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ ขณะที่ภาครัฐชี้แจงว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มีการทิ้งงาน บริษัทที่จะรับจ้างติดตั้งต้องขึ้นทะเบียนกับ กฟน.และ กฟภ. และหากมีผลงานติดตั้งมาก่อน จะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้เลือกผู้รับเหมาติดตั้งเอง เงื่อนไขการติดตั้งดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายออกมาประกาศถอนตัวการร่วมโครงการ “โซลาร์ประชาชน”
เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเห็นและการแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับกติกาการติดตั้ง “โซลาร์ประชาชน” ตลอดจนข้อกังขาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ความลักลั่นระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ทุนหนาที่ได้เปรียบผู้ประกอบการขนาดเล็ก
ขณะที่โครงการเดินหน้าต่อไป สังคมต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการสร้างความโปร่งใสและชี้แจงประเด็นที่ค้างคาใจสังคมได้หรือไม่ ก่อนที่การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน จะสิ้นสุดในเดือน ธ.ค.2570
เมื่อถึงเวลานั้น มาร่วมด้วยช่วยกัน ตรวจสอบเปิดโผผลประกอบการบริษัทที่รับเหมาติดตั้ง “โซลาร์ประชาชน” ก็จะได้รู้ว่าใครรวยไม่ไหวแล้วโว้ย!!
ดวงพร อุดมทิพย์
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม