
เงินเดือนครึ่งแสนแต่ห้ามสะดุด แม้แต่ก้าวเดียว เจาะกับดัก “ชนชั้นกลาง” รายได้สูงแต่หนี้ท่วมตัว เปิดวิกฤตคนไทย Asset-Rich, Cash-Poor เปลือกนอกมีบ้านมีรถ แต่ไร้เงินสดสำรองรับมือชีวิต
เงินเดือนครึ่งแสนในสังคมไทย มักถูกมองว่าเป็นหมุดหมายของความสำเร็จ เป็นตัวเลขที่พาข้ามเส้นแบ่งความยากลำบาก สู่สถานะ “ชนชั้นกลางเต็มตัว” ที่มีกำลังซื้อ มีบ้านเดี่ยว มีรถยนต์ขับ และมีไลฟ์สไตล์ที่ดูน่าอิจฉา
แต่ในรายงานล่าสุด จากธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) กลับเปิดเผยความจริงที่ย้อนแย้งและน่าตกใจ หลังจากพบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน กลับเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนผู้มีภาระหนี้สูงที่สุดในประเทศ
นี่คือสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่สุดว่า รายได้สูง อาจไม่ได้การันตีความรอด และกำลังนำคนกลุ่มนี้เข้าสู่ปรากฏการณ์ "High Income, High Vulnerability" หรือ รายได้สูง แต่เปราะบางสุดขีด
ในชุดข้อมูล ระบุว่า สิ่งที่ทำให้ชนชั้นกลางกลุ่มนี้ตกที่นั่งลำบาก ไม่ใช่การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบไร้เหตุผล แต่เป็นภาระผูกพันตามช่วงวัยของการ "สร้างฐานะ"
เมื่อรายได้แตะระดับ 50,000 บาท สถาบันการเงินพร้อมอ้าแขนปล่อยวงเงินสินเชื่อก้อนโต สิ่งที่ตามมาคือการล็อกกระแสเงินสดในอนาคต 20-30 ปีข้างหน้าไปกับการผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ผ่อนรถยนต์คันใหม่ และค่าใช้จ่ายในการขยายครอบครัว การก่อหนี้ก้อนใหญ่พร้อมๆ กันหลายด้านทำให้สัดส่วนภาระผ่อนชำระต่อรายได้ (DSR) พุ่งสูงจนแตะเพดาน
เปลือกนอก กลุ่มคนดังกล่าวคล้ายมีมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ในความเป็นจริง ชีวิตกลับเปราะบางจนน่าใจหาย เพราะขาด "Buffer" หรือกันชนรองรับแรงกระแทก หากเกิดเหตุสะดุดทางรายได้เพียง 2-3 เดือน โครงสร้างทางการเงินที่สร้างมาอาจล้มครืนเป็นโดมิโนทันที
จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น คือ คนไทยจำนวนมาก ติดกับดักแนวคิด "ความมั่งคั่งที่ไร้สภาพคล่อง" (Asset-Rich, Cash-Poor)
ค่านิยมดั้งเดิมผลักดันให้คนรีบถือครองสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น อสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะ โดยมองว่าเป็นการสะสมความมั่งคั่ง แต่สินทรัพย์เหล่านี้เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากและต้องใช้เวลาในการขายตัดขาดทุน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพและดอกเบี้ยที่ยังกดดัน กระแสเงินสดสุทธิหลังหักค่างวดในแต่ละเดือนแทบไม่เหลือเก็บ
เมื่อไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินที่เป็นเงินสดในมือ ระบบการเงินส่วนบุคคลจึงสูญเสียความยืดหยุ่นอย่างสิ้นเชิง หากมีค่าใช้จ่ายกะทันหันอย่างค่ารักษาพยาบาลหรือการซ่อมแซมใหญ่ ทางออกเดียวที่เหลืออยู่คือการหมุนหนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่า
ความเปราะบางของชนชั้นกลางไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สอดรับกับภาพรวมเศรษฐกิจประเทศที่น่ากังวล
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือ พฤติกรรมหลีกเลี่ยงความจริง (Ostrich Effect) หลายคนรับรู้ว่าตัวเองตึงมือ แต่ความกังวลทำให้เลือกที่จะไม่เปิดดูตัวเลขบัญชี ไม่กล้าคำนวณภาระหนี้ที่แท้จริง จนปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นหนี้เสีย (NPL)
“ราเมษฐ์ ศศิรัชพรชัย” หัวหน้าฝ่าย Product Owner สาย Digital and Innovation Management ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ชี้ว่า การดูแลการเงินต้องใช้หลักการเดียวกับการตรวจสุขภาพร่างกาย คือ "เน้นการป้องกัน ไม่ใช่รอให้ป่วยหนัก" ผ่านการดูแล 4 มิติ สำคัญ ดังนี้
“สุขภาพการเงินที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินออมมหาศาลหรือต้องไม่มีภาระหนี้เลย เพราะการมีสินเชื่อที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างฐานะและต่อยอดความมั่งคั่ง แต่หัวใจสำคัญคือการรู้ว่าตัวเองยืนอยู่จุดไหน มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องบริหารจัดการ เพราะการปรับพฤติกรรมทางการเงินต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ ยิ่งเริ่มต้นเช็กและวางแผนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งสร้างความมั่นคงและพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น”
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney