
คดี “เบน สมิธ–ยิม เลียก” ที่ถูกยึดทรัพย์กว่า 26,000 ล้านบาท ขณะที่ตัวการใหญ่หนีออกไปต่างประเทศหมดแล้ว กำลังเปิดแผลใหญ่ระบบกำกับตลาดเงินตลาดทุนไทย เหตุใดทุนเทาเงินผิดกฎหมายจากการฉ้อโกงข้ามชาติ จึงรุกเข้าระบบการเงินและตลาดทุนไทยได้ง่ายดาย มีนักการเมือง ข้าราชการ ผู้บริหารบริษัทและคนไทย เอื้อประโยชน์ให้ขบวนการฟอกเงินหรือไม่– อย่างไร และยังมีทุนเทาที่แฝงเข้ามาถือหุ้นอยู่ในตลาดหุ้นไทยอีกมากน้อยแค่ไหน ไม่นับรวมเงินที่อาจฟอกขาวสำเร็จเสร็จสิ้น ขายหุ้นขนเงินออกไปแล้วอีกเท่าไร!!!
เงินเก็บทั้งชีวิตของผู้สูงอายุ เงินค่าเล่าเรียนลูก เงินทุนทำมาหากินของคนตัวเล็ก หรือเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวที่ถูกแก๊งสแกมเมอร์หลอกให้โอน อาจไม่ได้จบลงเพียงบัญชีม้าหรือถูกถอนเป็นเงินสดแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกต่อไป หากแต่เงินจากการฉ้อโกงนี้ อาจถูกส่งต่อผ่านธนาคาร กองทุน และนิติบุคคลต่างประเทศ ก่อนย้อนกลับเข้ามาในรูปของ “เงินลงทุนจากต่างชาติ” กลายเป็นหุ้นในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำของไทย
นี่คือภาพสะท้อนอันน่าตกใจ หลังปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติของ “เบน สมิธ” และ “ยิม เลียก” ซึ่งตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันแถลงเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2569 ขยายผลพบว่ามีการนำเงินจากการฉ้อโกงและอาชญากรรมข้ามชาติผ่านระบบการเงินหลายประเทศ ก่อนกลับเข้ามาถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนไทย
คำถามที่สังคมต้องการคำตอบ อยู่ที่ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เงินเหล่านี้ผ่านระบบตรวจสอบของไทยเข้ามาได้อย่างไร ใครเป็นผู้ช่วยเปิดทาง และเหตุใดการบังคับใช้กฎหมายจึงตามหลังความเสียหายที่เกิดขึ้น และยังมีเงินผิดกฎหมายอีกมากน้อยแค่ไหน ที่ถูกนำมาฟอกขาวในนามเงินนักลงทุนข้ามชาติในตลาดหุ้นไทย ที่ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน!!
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีต รมว.คลัง เปิดข้อมูลว่า ประเทศไทยมีคดีหลอกลวงออนไลน์สะสมราว 1.3 ล้านคดี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 120,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเครือข่ายเบน สมิธ–ยิม เลียก หรือถูกนำมาฟอกผ่านตลาดหุ้น แต่สะท้อนความเสียหายทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ประชาชนต้องแบกรับ
ขณะที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติได้พัฒนาจากการหลอกโอนเงินรายย่อย สู่ธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ ถูกนำกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจปกติ โดยเฉพาะการเข้ามาถือหุ้นในบริษัทมหาชนในตลาดหุ้นไทย ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนทั่วโลก
จากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจพบเครือข่ายนี้ มี “เบน สมิธ” เป็นผู้วางแผน และ “ยิม เลียก” เป็นผู้ควบคุมช่องทางการเงิน ใช้วิธียักย้ายเงินผ่านบัญชีบุคคล ครอบครัว นิติบุคคล และธนาคารในกัมพูชา ก่อนส่งต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์ แล้วนำเงินย้อนกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
พฤติการณ์นี้พัฒนามาหลายช่วง ตั้งแต่ปี 2562-2564 ตำรวจเริ่มพบเงินจากการฉ้อโกงออนไลน์ไหลเข้าบัญชีที่เกี่ยวข้อง ก่อนเปลี่ยนรูปแบบการโอนผ่านบัญชีในกัมพูชาและกองทุนต่างประเทศในปี 2565-2566 กระทั่งช่วงปี 2567-2568 พบการโอนเงินจำนวนมหาศาลจากธนาคาร B.I.C. ในกัมพูชาเข้าสู่กองทุน CAI ในสิงคโปร์ กลไกนี้ทำให้เงินที่ถูกกล่าวหาว่ามีต้นทางจากอาชญากรรมถูกส่งผ่านธุรกรรมและนิติบุคคลหลายชั้น จนยากต่อการตรวจสอบผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง ก่อนกลับเข้าประเทศไทยในฐานะเงินกองทุนข้ามชาติ
กรณีสำคัญคือการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ บมจ.วีจีไอ (VGI) ที่เสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงให้บุคคลในวงจำกัด (PP) ผ่าน 3 กองทุนต่างชาติ ซึ่ง ก.ล.ต.ตรวจพบว่ามีแหล่งเงินทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงเชื่อมโยงกัน โดยมี “เบน สมิธ” อยู่เบื้องหลังระดับวางแผนสั่งการ เข้าข่ายเป็นกลุ่มผู้กระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) และทำให้ถือหุ้นรวมกันเกิน 25% แต่ไม่ได้รายงานการถือหุ้นในฐานะกลุ่มเดียวกัน และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) ตามเกณฑ์ที่กำหนด
นำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 7 ราย ในความผิดที่เกี่ยวกับกฎหมายหลักทรัพย์ รวมทั้งความผิดฐานอั้งยี่และการฟอกเงิน ขณะที่ ปปง. เผยว่าได้ยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายนี้แล้วกว่า 26,000 ล้านบาท โดยเป็นหุ้น BCP หรือบางจาก, VGI และ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มูลค่ารวม 16,000 ล้านบาท และมีเงินสดราว 6,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นสินทรัพย์อื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ เรือยอชต์
โดย ปปง.และ ก.ล.ต.ชี้แจงว่าการยึดอายัดหุ้นเป็นมาตรการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี ไม่ได้หมายความว่าบริษัททั้ง 3 แห่งมีส่วนร่วมกระทำผิด แต่ข้อเท็จจริงที่พบก็น่าจะเพียงพอให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องหันมาทบทวนว่าระบบตรวจสอบแหล่งเงินทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner : UBO) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่ามีช่องโหว่ตรงไหน เหตุใดกองทุนต่างประเทศจึงสามารถ เข้าถือหุ้นในระดับที่มีนัยสำคัญต่อการควบคุมกิจการ โดยความเชื่อมโยงระหว่างผู้ลงทุนไม่ถูกตรวจพบหรือดำเนินการได้เร็วกว่านี้!!
หลังการแถลงข่าวใหญ่วันที่ 27 ต.ค.2569 นายกรณ์ได้ออกมาวิจารณ์การทำงานของ ก.ล.ต. และ ปปง.โดยตั้งข้อสังเกตว่าการนำยอดยึดอายัดทรัพย์สินกว่า 26,000 ล้านบาทมาแถลง เป็นการนำผลงานที่ทำไว้ก่อนหน้านี้กลับมาฉายซ้ำ พร้อมตั้งคำถามถึงจังหวะการจัดแถลงข่าวอย่างเร่งด่วนและความเป็นไปได้ที่จะมีนัยทางการเมืองก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ข้อเท็จจริงคือ ปปง.ได้ยึดอายัดทรัพย์สินจำนวนมากมาก่อนหน้านั้นแล้ว ขณะที่ ก.ล.ต.เคยกล่าวโทษนายยิม เลียก กรณีไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้น VGI ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย.2569 นายกรณ์ตั้งข้อสงสัยว่าการดำเนินคดีอาจเป็นการ “ตัดตอน” เครือข่าย โดยมุ่งไปที่เจ้าของเงินและผู้ถือหุ้นบางราย ขณะที่บุคคลในประเทศไทยที่อาจมีบทบาทสนับสนุนการนำเงินเข้ามาลงทุนยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP ซึ่งต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอนุมัติของบริษัท ดังนั้นจึงควรต้องตรวจสอบบทบาทกรรมการ ผู้บริหาร และคนไทยที่อาจทำหน้าที่เป็นนอมินีหรืออำนวยความสะดวกให้เครือข่ายต่างชาติ
ความสำเร็จในการตรวจพบความผิดภายหลัง ไม่อาจลบคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง และเหตุใด ก.ล.ต.จึงเปิดเผยเพียงผลการตรวจสอบกรณี VGI ซึ่งการซื้อหุ้นเพิ่มทุน VGI เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 แต่ยังไม่มีการชี้แจงหรือขยายผลการตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่ อื่นๆที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายโจรข้ามชาติกลุ่มนี้มากน้อยเพียงใด!!
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุน ควรร่วมกันทบทวนกระบวนการตรวจสอบผู้ลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศหลายชั้น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ เพื่อไม่ให้การตรวจสอบหยุดอยู่เพียงรายชื่อผู้ถือหุ้นตามเอกสาร
เพราะหน้าที่หน่วยกำกับดูแลต้องสร้างระบบที่ตรวจพบ ป้องกัน ปราบปราม สกัดกั้น และลดโอกาสที่เงินผิดกฎหมายจะเข้ามาได้ตั้งแต่แรก!! แทนที่จะวิ่งไล่หลัง ตามอุดตามซ่อมช่องโหว่ ที่กลโกงของโจรข้ามชาติทิ้งรอยไว้!!
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 พบว่า ก.ล.ต.ได้ยกระดับเกณฑ์ตรวจสอบ ประเด็น “นอมินี” และการรู้จักตัวตนลูกค้า (KYC/UBO) โดยได้ออกแนวปฏิบัติ เพื่อยกระดับกระบวนการรู้จักตัวตนลูกค้า (KYC), การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) และการตรวจสอบระดับเข้มข้น (Enhanced CDD) สำหรับลูกค้านิติบุคคลที่มีนิติบุคคลอื่นถือหุ้นซ้อนกันในสัดส่วนที่มีอำนาจควบคุม
กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ซึ่งเป็นตัวกลาง ทั้งผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (บล.) และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นทุกทอด (Multi-layer structure) จนกว่าจะระบุได้ชัดเจนว่า “บุคคลธรรมดา” คนใดคือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) หากไม่สามารถยืนยันตัวตนและตรวจสอบ UBO ได้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิเสธการให้บริการ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางการกระทำผิด
ด้าน นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ตอบประเด็น ที่สังคมและนักลงทุนมักตั้งคำถามว่าการพบกลุ่มทุนเทาเข้ามาฟอกเงิน ในตลาดหุ้นจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นไทยหรือไม่ว่าการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับตำรวจและ ปปง.เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุน โดยเฉพาะการตรวจสอบธุรกรรมที่มีโครงสร้างซับซ้อนและเกี่ยวข้องผู้ลงทุนต่างประเทศ
“ทุกครั้งที่มีการทลายขบวนการโกงหรือพบการบิดเบือนงบการเงิน สังคมมักตกใจและบอกว่าตลาดหุ้นไทยกำลังสูญเสียความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ไป แต่ ก.ล.ต.มองตรงกันข้ามเรากำลังทำให้เห็นว่ามันมีคนโกง แล้วเราก็ลากเขามาลงโทษได้ ข่าวเรื่องการยึดทรัพย์หรือมหากาพย์เหล่านี้ พอเราดำเนินคดีได้ มันย่อมทำให้เกิด Trust & Confidence มากขึ้น ไม่ว่าจะใช้โครงสร้างซับซ้อนแบบไหน เราก็ลากไปจนถึง UBO ได้ ดังนั้นการที่มีเงินเทาไหลเข้ามาฟอกเงินในตลาดหุ้น ไม่ได้หมายความว่าเงินเทาจะสามารถเข้ามาครอบงำตลาดหุ้นไทยได้สำเร็จ เพราะท้ายที่สุดเมื่อพบการกระทำความผิดก็ต้องถูกลากตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่ดี”
พร้อมยืนยันว่า “ก.ล.ต.จะติดตามตรวจสอบบทบาทบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่ม และบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัดกับผู้เกี่ยวข้องทุกราย โดยประสานงานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศ และหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ทำผิดใช้โครงสร้างข้ามพรมแดนเลี่ยงการตรวจสอบ”
อีกประเด็นคำถามคือ ความเชื่อมโยงระหว่างผู้นำเครือข่ายสแกมเมอร์กับบุคคลที่มีอำนาจทางการเมืองและภาคธุรกิจ ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยรูปและความสัมพันธ์ใกล้ชิดของ “เบน สมิธ” และเครือข่ายกับผู้มีอำนาจในหลายวงการของไทย ทั้งนักการเมืองระดับผู้นำ ข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารในภาคธุรกิจ ที่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นหรือมีข้อกังขากับหน่วยงานกำกับหรือภาครัฐว่าได้มีการตรวจสอบและทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและเลือกปฏิบัติ ตัดตอน ผู้มีอำนาจที่อาจเข้าข่ายเป็นผู้ร่วม ผู้สนับสนุนการกระทำผิด อำนวยความสะดวกหรือเอื้อประโยชน์หรือไม่
นายกรณ์ยังตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในองค์กรตรวจสอบ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามสัญญากับบุคคลที่ถูกตรวจสอบเรื่องสแกมเมอร์ จนนำไปสู่การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แม้ประเด็นนี้ยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเปิดเผยความคืบหน้าและมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าผู้มีหน้าที่ตรวจสอบอาจมีความสัมพันธ์กับผู้ถูกตรวจสอบเสียเอง
สุดท้ายการที่รัฐบาลไทยร่วมผลักดัน Bangkok Blueprint กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือการฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัล นับเป็นความพยายามเชิงนโยบายที่สำคัญ แต่โจทย์ใหญ่คือการนำหลักการเหล่านั้นกลับมาปฏิบัติในประเทศไทยให้เห็นผลจริง การประกาศความร่วมมือบนเวทีโลกจะไม่มีความหมาย หากประเทศไทยยังไม่สามารถจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์และบุคคลในประเทศที่อาจมีส่วนสนับสนุนขบวนการเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ จึงต้องครอบคลุมตั้งแต่การปกป้องข้อมูลประชาชน การตรวจสอบเส้นทางเงิน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การตรวจสอบผู้มีอำนาจอย่างเสมอภาค ไปจนถึงการเร่งคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหาย
ท้ายที่สุด การทลายเครือข่ายฟอกเงินเบน สมิธ-ยิม เลียก อาจยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของปัญหาทุนเทาในภาคธุรกิจและตลาดหุ้นไทย เพราะยังมีอีกหลายเคสหลายคดีที่ยังค้างคาและเป็นข้อกังขา และยังคงต้องพิสูจน์ว่ามาตรการต่างๆที่ออกมาสามารถสกัดเงินผิดกฎหมายได้จริงหรือไม่ ลากคอโจรข้ามชาติและเครือข่ายมาลงโทษได้หรือไม่ หากรัฐบาลและหน่วยกำกับจัดการได้เพียงปลายทาง แต่ไม่กล้าแตะต้นตอหรือบุคคลที่อาจมีอำนาจหนุนหลังขบวนการ เท่ากับเปิดโอกาสให้ทุนเทาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนกองทุน เปลี่ยนบริษัท แล้วกลับเข้ามาใหม่
อย่าปล่อยให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นเครื่องซักฟอกเงินของอาชญากรข้ามชาติ ขณะที่คนไทยนับล้านต้องจ่ายค่าความเสียหายจากเงินเก็บทั้งชีวิตของตัวเอง!!
ทีมเศรษฐกิจ
อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่