
ครบ 1 ปีของการนั่งเก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ จึงเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทบทวนว่า 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ทำอะไรไปบ้าง พร้อมอัปเดตทิศทางปี 2570 พอเป็นน้ำจิ้ม เนื่องจากรายละเอียดแผนงานปี 2570 ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (บอร์ด) ก่อน
ผู้ว่าการ ธปท. สรุปภาพรวมว่า 1 ปีที่ผ่านมา ธปท. ปรับยุทธศาสตร์องค์กรและ Reposition บทบาทอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเหมือนเดิม แต่เพิ่มบริบทเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาอยู่ในระดับศักยภาพ
ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า เหตุที่บริบทของ ธปท. ไม่เหมือนเดิม เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีต จากที่เคยโตได้ 7% 5% หรือ 3% ปัจจุบันโตเพียง 2% กว่า ๆ โดยปี 2568 เติบโตราว 2.4% และปีนี้ (2569) ก็น่าจะใกล้เคียงกัน ยกเว้นผลการคำนวณจีดีพีที่จะเกิดขึ้นหลังการปรับ PMI (ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม) ของรัฐบาลอีกรอบ ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การเติบโตที่ลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
โดยเปรียบเทียบว่า ในสมัยที่เศรษฐกิจไทยโตราว 5% การเติบโตจะขยับขึ้นลงเล็กน้อยเป็น 4.7% หรือ 5.3% ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเมื่อบวกเงินเฟ้อเข้าไปแล้ว รายได้ในรูปแบบ Nominal GDP จะสูงพอเป็นบัฟเฟอร์ให้ธุรกิจมีรายได้เพียงพอ และประชาชนมีรายได้รองรับรายจ่าย แต่เมื่อเศรษฐกิจโตแค่ 2% และเงินเฟ้อต่ำกว่า 1% รายได้ของหน่วยธุรกิจและครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นน้อยมาก น้อยกว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เงินไม่พอใช้ทั้งผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนทั่วไป
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ว่า หากปล่อยให้รายได้ครัวเรือนและรายได้ธุรกิจไม่เพียงพอกับรายจ่าย ธุรกิจจะปิดตัว ประชาชนจะใช้หนี้ไม่ได้ ประเทศไม่มีกำลังซื้อ และเกิดเป็นวนลูปที่นำมาซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้าง และท้ายที่สุดจะกลายเป็นปัญหาเสถียรภาพ จึงตัดสินใจขยายบทบาทของ ธปท.
“เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำเกินไป ถ้าเราปล่อยให้รายได้ครัวเรือน รายได้ธุรกิจไม่เพียงพอกับรายจ่าย จะกลายเป็นธุรกิจและคนจะใช้หนี้ไม่ได้ จะไม่มีกำลังซื้อ จะมีปัญหาเป็นวนลูปอย่างนี้แน่นอน เราจึงขยายบทบาทมาให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหน้าที่ของรัฐบาล” วิทัย กล่าว
ส่วนสิ่งที่ ธปท. ทำได้ คือการประคับประคองให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตในระดับที่เหมาะสมที่ควรจะเป็น และเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะเชื่อว่าการเติบโตที่ลดต่ำลงเรื่อย ๆ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมต่อเนื่องยาวนาน แก้ไม่สำเร็จ จึงต้องช่วยกันทุกฝ่าย
ผู้ว่าฯ ย้ำว่า การขยายบทบาทไม่ได้ทิ้งเรื่อง Core โดย ธปท. ยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ 3 ด้าน ได้แก่ เสถียรภาพด้านราคา ด้านระบบการเงิน และด้านระบบการชำระเงิน
ด้านราคา ต้องบอกว่า ปัจจุบันเงินเฟ้อของไทยต่ำมาก หากไม่นับช่วงที่เกิดวิกฤตรอบนี้ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เงินเฟ้อติดลบ 0.8% สะท้อนว่าเศรษฐกิจอ่อนกำลังมากและเงินเฟ้อฝั่งดีมานด์ต่ำมาก ส่วนเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเมื่อเกิดสงครามเป็นฝั่งอุปทาน (Supply Side) ดังนั้นเสถียรภาพด้านราคาจึงไม่มีปัญหา
ด้านระบบการเงิน สถาบันการเงินไทยปัจจุบันแข็งแรงมาก มีกำไรสูง แต่เมื่อพูดถึงเสถียรภาพ ธปท. ไม่ได้ดูที่กำไรของธนาคาร แต่ดูความแข็งแรง ทั้งอัตราส่วนเงินกองทุน (BIS Ratio) ฐานเงินทุน (Capital Base) และอัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) ซึ่งอยู่ในจุดที่สบายใจ
ด้านระบบการชำระเงิน ถือว่ามีเสถียรภาพมาก โดยเฉพาะ PromptPay ซึ่งดีมาก ใช้งานฟรี ต้นทุนต่ำ และระยะต่อไป ธปท. กำลังพัฒนาทั้งการเตรียมกำกับ THB Stablecoin และโครงการ BahtNet Modernization ซึ่งเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศอีกรอบ โดยคาดว่าน่าใช้เวลา 2 ปี เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก
ในด้านนโยบายการเงิน วิทัยพูดหนักแน่นว่า เครื่องมือหลักที่มีประสิทธิภาพคือดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่ง ธปท. ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น โดยลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในเดือนธันวาคม 2568 และเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเขาบอกว่าโชคดีที่ได้ลดดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน 1 สัปดาห์ เพราะหลังจากนั้นคงลดไม่ได้อีกแล้ว และการลดครั้งนั้นเป็น Surprise Cut ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายลดเหลือ 1.0% ซึ่งต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก โดย ธปท. เลือกใช้นโยบายนี้เข้าไปประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะประเมินแล้วว่าความเสี่ยงด้านราคาอยู่ในกรอบ
ขณะเดียวกัน ธปท. ปรับการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นเชิงรุก (Active) ชัดเจนขึ้น โดยย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าของเดิมไม่ดี แต่บริบทเปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน จึงออกมาตรการเพื่อลดแรงกดดันที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เช่น การกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์ม การโอนเงิน และการซื้อเงินดอลลาร์ ช่วยลดการเก็งกำไรและลดความผันผวนลง
ส่วนความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการ ธปท. ประเมินว่า Policy Coordination ทำได้ดีมาก ไม่เคยต้องออกมาทะเลาะกัน หากไม่เห็นด้วยก็ให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วย แต่ทั้งสองฝ่ายเสริมกำลังและวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน
“เราไม่เคยต้องออกมาทะเลาะกัน ไม่เห็นด้วยก็ให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วย เสริมกำลังกันแก้ปัญหา ช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ต้องเห็นด้วยเหมือนกันทุกครั้ง ไม่เห็นด้วยก็พูดกันคุยกัน แต่ต้องไม่ออกมาสวนกันหรือทำอะไรที่เกิดความไม่มั่นใจระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง” วิทัย กล่าว
โดยสรุป ผู้ว่าการ ธปท. มองว่า 12 เดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้อาจไม่มาก ส่วนเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาจากสงคราม สำหรับค่าเงินบาท ซึ่งอ่อนค่าลง 6.6% นับตั้งแต่ต้นปี ก็พบด้วยว่า ในภูมิภาคนี้มีฟิลิปปินส์ (-8%) และอินโดนีเซีย (-7.8%) ที่อ่อนค่ามากกว่า ขณะที่หลายประเทศแข็งค่าขึ้น เช่น เวียดนามที่ค่าเงินดองแข็งค่า 1.6% ส่วนมาเลเซียซึ่งเป็นคู่เทียบหลักอ่อนค่าเพียงราว 0.7%
ดังนั้นการประคองเศรษฐกิจด้วยดอกเบี้ยนโยบายระดับปัจจุบันและอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าอยู่ในระดับที่ช่วยผ่อนคลายแรงกดดัน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วยผู้ส่งออกได้ดี
เรื่องสำคัญในรอบนี้ ผู้ว่าการ ธปท. เน้นย้ำว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีมากมาย แต่หลายเรื่องอยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ธปท. เช่น สังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา และความไม่แน่นอนทางการเมือง
แต่สิ่งที่ ธปท. ลงมือทำได้ อยู่ใน 4 เรื่อง ได้แก่ การแก้หนี้ครัวเรือนและ SMEs การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย ซึ่งสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่องถึง 17 ไตรมาส การสร้างความเป็นธรรม (Fairness) ในการใช้บริการทางการเงิน ทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม และการจัดการเงินเทาและคอร์รัปชันที่ไหลผ่านระบบการเงิน
เขาย้ำว่า ต้องลงมือทำ ต้องช่วยกันทำ และต้องออกมาตรการไปเรื่อย ๆ พร้อมหวังว่าทุกหน่วยงานจะช่วยกัน อย่าให้ ธปท. ทำโดดเดี่ยว เพราะขีดความสามารถมีจำกัด
เพราะเชื่อมั่นว่า เมื่อแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำ สำหรับ 18 มาตรการในระยะเวลาตลอด 12 เดือนแรกของการทำหน้าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยของวิทัย มีดังนี้ (ตามภาพ)
ไตรมาสแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ธปท. เริ่มจากโครงการแก้หนี้ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับหนี้เล็กที่ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่าเจรจาไม่ง่าย เพราะต้องซื้อหนี้กับทุกธนาคารในราคาเดียวกัน แล้วโอนหนี้ไปอยู่ที่หน่วยงานเดียว โดยนำ SAM มาปรับเป็น Social AMC ที่ไม่ได้หวังกำไร แต่เน้นช่วยคน ปัจจุบันช่วยไปแล้วเกือบ 200,000 ราย และหวังว่าปีหน้าจะทำได้ 300,000 ราย
“นี่คือ 300,000 ชีวิตที่หลุดจากการเป็นหนี้” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ กล่าว
นอกจากนี้ยังมีมาตรการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ให้คงค่างวดและขยายเวลาซื้อทรัพย์คืน ทำให้ลูกหนี้ที่ทรัพย์ถูกตีไปแล้วไม่ต้องถูกยึดและสามารถขยายเวลาต่อได้
ในไตรมาส 1 ปีนี้ ธปท. ทำโครงการ SMEs Credit Boost กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ โดยใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งต้องเจรจากับธนาคารพอสมควร เพราะเป็นการลดเงินนำส่ง และทุกฝ่ายต้องเข้ามาร่วมโดยสมัครใจ โครงการนี้ใช้วงเงิน 20,000 ล้านบาท ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้ได้ 80,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี และปีหน้าจะทำให้ได้ 100,000 ล้านบาทต่อปี
ธปท. ยังออกมาตรการ SMEs Secure Plus สินเชื่อที่ใช้ที่ดินเป็นหลักประกันและลดความเข้มงวดของการตรวจรายได้ ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ปังนัก ปัจจุบันยังปล่อยสินเชื่อได้ราว 4,000-5,000 ล้านบาท แต่เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่พยายามช่วย SMEs
ในไตรมาส 3 ธปท. ทำเรื่องใหญ่ที่ใช้เวลาเจรจา 6-7 เดือนกว่าจะสำเร็จ คือการลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ท่ามกลางเสียงที่ว่า ธปท. ไม่มีอำนาจ แต่ ธปท. ก็ “ควักมาได้” ช่วยประหยัดได้ราว 8,000 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นการนั่งคุยกับธนาคารและขอดูต้นทุน ไม่ได้ใช้อำนาจ และไม่ได้ทำให้ธนาคารขาดทุน แต่ให้ได้กำไรอย่างเหมาะสมกับต้นทุนที่เปลี่ยนไป เช่น การโอนเงินข้ามเขตหรือเบิกเงินข้ามเขตที่สมัยก่อนต้องขนเงินใส่รถ ปัจจุบันเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นเพียงตัวเลข ทั้งนี้ผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวขอบคุณธนาคารที่ช่วยสนับสนุนและทำเรื่องนี้ร่วมกันมาได้
ธปท. ยังให้ผู้ใช้บริการตรวจเครดิตบูโรฟรี 2 ครั้งต่อปี ซึ่งอนุมัติโดย กคค. (คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต) และเตรียมออกมาตรการลดค่าตรวจเครดิตบูโรอีกในเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งผู้ว่าฯ คาดหวังว่า การทำเรื่องนี้เพื่อให้เกิดต้นทุนเป็นธรรม ไม่ใช่ได้กำไรมหาศาล เพราะต้นทุนการตรวจเครดิตทุกตัวถูกผลักไปที่ผู้กู้ โดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs รายได้น้อย ซึ่งต้องแบกต้นทุนเป็นสัดส่วนที่สูง
โดยยืนยันว่าเครดิตบูโรยังมีความสำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นผู้ผูกขาดในฐานะ Core Infrastructure และ ธปท. อยากให้ขยายใหญ่ขึ้น
“เครดิตบูโร มีกำไรปีละ 380 ล้านบาท 15 ปีกำไร 3,600 ล้าน ลงทุน 250 ล้านบาท เป็น Core Infrastructure แต่ค่าตรวจเครดิตแพง คนจนหรือผู้มีรายได้น้อย หรือ SMEs มาใช้บริการ ก็มีต้นทุนที่มีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงอยากให้ NCB ทำให้ต้นทุนเกิดความเป็นธรรม” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว
ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคของวิทัย ทำให้หลายคนฮือฮา เพราะกล้าพูดเรื่องที่ ธปท.ยุคก่อนๆ ไม่เปิดเผยในสาธารณะ
สิ่งที่วิทัยทำใน 12 เดือนที่ผ่านมา ที่เห็นชัด คือ ธปท. เข้าไปกำกับการซื้อขายทองคำออนไลน์บนแพลตฟอร์มที่ 50 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เข้าไปดำเนินการเนื่องจากการซื้อขายทองคำมีผลต่อการแข็งค่าของเงินบาทมาก
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เล่าว่า บางวัน 50-60% ของยอดขายดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อบาทที่ทำให้บาทแข็งมาจากร้านทอง ธปท. จึงสร้างเครื่องมือกำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งปรับให้ต่ำกว่านั้นได้หากจำเป็น และกำหนดให้ต้องรายงานการถอนทองคำแท่งจากแพลตฟอร์มที่เกิน 2 กิโลกรัม ผลคือยอดถอนทองคำแท่งลดลง 80% ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตได้ว่า อาจเป็นพฤติกรรมกลุ่มเทาๆ รวมถึงเรื่องการเบิกเงินสดช่วงเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 ก็เช่นกัน
นอกจากนี้ ธปท.ยังเข้ามากำกับการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน หรือ FX ผ่าน Money Changer ไม่เกิน 800,000 บาทต่อรายต่อวัน ซึ่งมีเป้าหมายทั้งจัดการเงินเทาและลดความผันผวนของค่าเงิน พร้อมยกระดับการตรวจสอบลูกค้า KYC/CDD/EDD เมื่อเปิดบัญชีที่มีความสงสัยหรือมีธุรกรรมผิดปกติ เช่น ซื้อทองผิดปกติ โอนเงินผิดปกติ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้การเปิดบัญชียากขึ้น
อีกมาตรการที่ถูกวิจารณ์หนักคือการจำกัดการถอนเงินสด 5 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งเขายอมรับว่า “โดนด่าเพียบ” แต่ตั้งคำถามกลับว่า “ใครจะเอาเงินสด 5 ล้านไปทำอะไร เมื่อคุณโอนได้ จ่ายเป็นเช็คได้”
อย่างไรก็ตาม หลังจากมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้น จึงมีผลปรากฏว่ายอดถอนเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเคยสูงราว 100,000 ล้านบาทต่อเดือน ลดลงไป 50% ในทุกเดือน (ไม่นับการถอนปกติระดับหลักหมื่น) ต่อมาเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ ธปท. ยังขยายมาตรการไปที่การฝากและแลกเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทด้วย
ในไตรมาส 3 ธปท. ยังใช้เวลาเจรจาอีก 6-7 เดือน กำหนด Suspicious Transaction 24 แพทเทิร์น ซึ่งแม้กฎหมาย ปปง. จะกำหนดให้สถาบันการเงินต้องจัดการธุรกรรมต้องสงสัย แต่ไม่เคยมีใครนิยามว่าคืออะไร ธนาคารต่างคนต่างทำ ทั้งเข้มและหย่อนไม่เท่ากัน ธปท. จึงสร้างแพทเทิร์นขึ้นมา เช่น เงินเข้าบัญชีกลางคืนเป็นตัวเลขกลม ๆ 300, 1,000, 2,000, 10,000, 20,000 แล้วไหลออกทันที ซึ่งเป็นลักษณะของพนันออนไลน์ ทำให้การจัดการเงินเทาและบัญชีม้าชัดเจนขึ้น ควบคู่กับการยกระดับ KYM ร้านค้า หรือ Know Your Merchant และการวางกรอบกำกับสถาบันการเงินภายใต้การกำกับ 11 ประเภทผ่าน Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities
“เราไม่มีอำนาจจับ ก็จริง แต่เราทำให้เกิดความยากลำบาก เกิดต้นทุน ใส่คอขวด ทำให้เรื่องไม่ดี ทำได้ยากขึ้น” วิทัย กล่าว
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ยังกล่าวด้วยว่า เมื่อทำเรื่องเงินเทา ก็เท่ากับครอบคลุมเรื่องคอร์รัปชันด้วย เพราะคอร์รัปชันเป็นเงินเทาเช่นกัน และเป็นการทำในภาพรวม เนื่องจากเกิดการจัดสรรทรัพยากรผิดที่ (Misallocation of Capital) ทรัพยากรถูกดึงออกไปจากระบบ ทำให้การพัฒนาถูกดึงตลอดเวลา และภาษีเก็บไม่ได้ ธปท. จึงทำทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) 3 ขา
การเปิดบัญชี สมัยก่อนเปิดง่ายมาก ปัจจุบันเข้มงวดขึ้นจากเกณฑ์ KYC ขยายเป็น CDD (Customer Due Diligence) และ EDD (Enhanced Due Diligence)
การกำหนดธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบ โดยทุกแพทเทิร์นต้องกำหนดว่าธนาคารต้องทำอย่างไร และแชร์ข้อมูลให้ธนาคารอื่นเห็นร่วมกัน
การถอนเงินสด จำกัดไม่ให้ถอนเกิน 5 ล้านบาทโดยไม่ระบุวัตถุประสงค์ และการฝากเกิน 5 ล้านบาทต้องแจ้งที่มาของเงิน รวมถึงการเปลี่ยนเงินเป็นสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ ธนบัตรต่างประเทศ และ USDT ซึ่งทำร่วมกับ ปปง.
มาตรการถัดไปอาจรวมถึงการซื้อขายทองเกิน 10 ล้านบาท ที่ให้โอนเงินแทน ไม่ถือเงินสดหรือไม่รับเงินสดจากร้านทอง ผลที่เกิดขึ้นคือธุรกรรมต้องสงสัยหลายตัวลดลง และเงินสดปริมาณสูงที่ถอนลดลง 50% แปลว่าการใช้เงินสดที่ไม่ปกติลดลง แม้เขายอมรับว่าไม่ทราบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นหรือไม่ แต่อย่างน้อย ธปท. ทำให้เกิดความยากลำบากและเกิดต้นทุนมากขึ้น
เมื่อถูกถามว่านักการเมืองและข้าราชการไม่โกงเลยหรือไม่ ผู้ว่าการ ธปท. ตอบว่าไม่รู้จริง ๆ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. ที่จะไปจับใคร หน้าที่ของ ธปท. คือทำให้ระบบการเงินไม่เอื้อต่อเงินเทาและคอร์รัปชัน และทำให้เงินเทาที่ผ่านระบบการเงินมีต้นทุนและความยากลำบากมากขึ้น
เรื่องใหม่และต้องเท่าทันกับโลกการเงินที่วิ่งไวอีกเรื่องที่ผู้ว่าฯ ธปท. นำมาบรรจุในแผนงานคือ THB Stablecoin พร้อมกับอธิบายว่า THB Stablecoin ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเทาไม่เทา ส่วนเรื่องการกำกับ USDT ที่ ธปท. ทำร่วมกับ ก.ล.ต. เกิดจากการเห็นว่าปริมาณการเทรด USDT ในไทยสูงผิดปกติ มากกว่าคริปโตเคอร์เรนซีประเภทอื่นอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum จึงต้องเข้าไปดูว่ามีการถูกใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเขาคิดว่ามีจำนวนมาก
อีกด้านหนึ่ง ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า ผู้ที่เทรดคริปโตเมื่อขายสินทรัพย์ได้เงินมาแล้ว ไม่เหมือนคนรุ่นก่อนที่ขายหุ้นแล้วเงินเข้าบัญชี แต่ปัจจุบันไม่มีที่ให้พักเงิน ดังนั้นจึงจะทำให้เกิด THB Stablecoin ที่ผูกค่า 1 ต่อ 1 กับเงินบาท เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ขายคริปโตฯ แล้วแปลงเป็นบาทได้โดยไม่ต้องไปพักใน USDT และไม่ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น เป็นการพัฒนาเชิงระบบ
โดยเขาคาดว่าปริมาณการใช้อาจไม่มากนักในช่วงแรก แต่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และทุกประเทศที่ออกมาก่อนไทยก็ไม่ได้มีปริมาณมากมาย ไทยจึงถือว่าไม่ได้ออกเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป และยังอยู่ในกลุ่มต้น ๆ เช่นกัน โดย ธปท. ตั้งเป้าออกเกณฑ์การกำกับ THB Stablecoin ในเดือนมีนาคม 2570
ผู้ว่าการ ธปท. เผยว่า นอกจาก 18 มาตรการที่ออกไปแล้ว ธปท. มีอีก 5 มาตรการที่อยู่ระหว่างรับฟังความเห็น (Hearing) หรือเตรียมออกประกาศ โดยมาตรการที่ 19 คือการกำกับซื้อขายทองคำด้วยเงินสดตั้งแต่ 10 ล้านบาท ให้เปลี่ยนไปใช้การโอนหรือเช็คเพื่อให้ตามรอยได้ ซึ่งมีประเด็นปลีกย่อยที่ต้องเก็บรายละเอียดเพิ่ม จึงเลื่อนการประกาศมาเป็นเดือนพฤศจิกายน 2569
นอกจากนี้ยังมีโครงการ SMEs Credit Portal ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะเสร็จในเดือนมกราคม 2570
ในส่วนสินเชื่อ BNPL ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ตามแนวทางที่เตรียมไว้ ผู้ใช้ต้องมีอายุขั้นต่ำ 20 ปี วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ระยะผ่อนไม่เกิน 6 เดือน ดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต้องแจ้งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของการผ่อนให้ผู้ใช้ทราบ และไม่สามารถตัดสิทธิ์การซื้อหากไม่จ่ายชำระ เพราะไม่ต้องการสนับสนุนให้เกิดการกู้เพื่อบริโภค (Consumer Lending) มากเกินไป
เนื่องจากมีข้อมูลพบว่า คนรุ่นใหม่ถึง 45% กู้เงินครั้งแรกผ่าน BNPL ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปภายใต้การกำกับมีเพดานดอกเบี้ย 25% และ Nano Finance 33% ซึ่งต้องมีมาตรการจัดการให้ดีขึ้น
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า โครงหลักของการทำงานยังเดินตามแนวทางเดิม โดยปีหน้าจะเน้น 3 เรื่อง คือการแก้หนี้ครัวเรือน การจัดการปัญหาเงินเทาอย่างต่อเนื่อง และการช่วย SME ส่วนนโยบายการเงินยังต้องดูตามสถานการณ์ โดยรายละเอียดจะเล่าอีกครั้งในช่วงต้นปี
ด้านหนี้ครัวเรือน ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า คิดเรื่องนี้ทุกวัน แม้หนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 95% เหลือ 85.9% แต่เป็นเพราะ GDP ในส่วนตัวหารโตขึ้นจากเงินเฟ้อ ซึ่งไม่ได้ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น ผู้มีรายได้น้อยยิ่งต้องนำรายได้ส่วนใหญ่ไปคืนหนี้ เขาจึงไม่ได้สนใจตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP แต่สนใจคนข้างล่างและระดับปัจเจกบุคคล
โดยในปี 2570 จะทบทวนอัตราดอกเบี้ยบางตัวที่กำหนดเพดานไว้ ดูกลุ่มลูกค้าบัตรเครดิตที่จ่ายขั้นต่ำต่อเนื่อง ซึ่งอาจใช้เวลา 4-5 ปีกว่าจะหมดหนี้ ทั้งลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน และช่วยผู้ที่เสียประวัติในเครดิตบูโรจากเศษหนี้เล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่ไม่กี่บาทไปจนถึง 200-1,000 บาท ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวจากดอกเบี้ยจนกลายเป็น Bad Record
ด้านเงินเทา ปีหน้าจะเข้มงวดขึ้นอีก ผู้ว่าการ ธปท. ยกตัวอย่างพฤติกรรมอย่างการขนเงินสดใส่รถกระบะไปซื้อวิลล่าที่ภูเก็ตมูลค่า 100-200 ล้านบาท โดย ธปท. จะตามปิดช่องทางที่ใช้ทองคำ FX และ USDT ฟอกเงินก่อนนำมาฝากธนาคาร
ด้าน SME จะมี 4 มาตรการหลักในปี 2570 พร้อมกับย้ำว่า ไม่ได้ต้องการให้ SME ทุกรายเข้าถึงสินเชื่อ แต่ต้องการให้ SME ที่มีคุณภาพเข้าถึงได้ ซึ่งปัจจุบัน SME ที่มีคุณภาพจริงเข้าถึงสินเชื่อได้เพียงราว 21% ประกอบด้วย การตั้ง SMEs Credit Portal เป็นตลาดกลาง (Marketplace) กลไกค้ำประกันสินเชื่อถาวร 5 ปี ปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มปีละ 100,000 ล้านบาท รวม 500,000 ล้านบาทใน 5 ปี โครงการ Data Exchange ร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย (TBA) นำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประเมินสินเชื่อสำหรับผู้ไม่มีรายได้ประจำหรือพ่อค้าแม่ค้าที่ธนาคารประเมินรายได้ไม่ได้ ซึ่งเขามองว่าจะเปลี่ยนเกมการปล่อยสินเชื่อรายย่อยของประเทศ แม้เป็นโครงการระยะยาวที่ไม่ได้เสร็จทันที แต่จะเป็นการเพิ่มการแข่งขันเพื่อลดต้นทุนสินเชื่อ (Credit Cost)
ที่สำคัญเรื่องนี้ ธปท. ทำเพียงลำพังไม่ได้ ต้องให้ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และ กกร. ช่วยกัน
อีกเรื่องใหญ่คือการยกระดับการกำกับ Non-Bank ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า ตั้งแต่วิกฤตปี 2540 ธปท. เน้นตรวจสถาบันการเงินที่รับฝากเงินเป็นหลัก ส่วนการกำกับ Non-Bank ทำในบางเรื่องและมีขอบเขตจำกัด
ดังนั้น ในปี 2570 ธปท. จะปรับโครงสร้างองค์กรเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี สร้างสายงานใหม่ภายใต้รองผู้ว่าการด้าน Non-Bank ดูแล Non-Bank ทั้งหมด ทั้งสินเชื่อ การชำระเงิน ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer) การโอนเงิน (Money Transfer) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยเน้นพฤติกรรมทางการตลาด (Market Conduct) และการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection) เพื่อแก้ปัญหา เช่น การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเกิน และการคิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ย
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายการทำงานปีที่ 2 ว่ายังเป็นการทำให้เศรษฐกิจโตอย่างสมดุลเหมือนปีแรกหรือไม่ ผู้ว่าการ ธปท. ตอบว่าเจตนาเหมือนเดิม คือเน้นลงมือทำในฐานะผู้ปฏิบัติ (Executor) เน้นผลลัพธ์ให้เศรษฐกิจดีขึ้น คนหายจน และ SMEs ดีขึ้น
ส่วนการประเมินผลงานตัวเองใน 1 ปีที่ผ่านมา เขาบอกว่า เขาโฟกัสกับปัญหาในประเทศ (Local Economy) เขาเห็นว่าบริบทเปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน ธปท. ซึ่งบริหารงานร่วมกับรองผู้ว่าการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ และผู้บริหารทุกคน ปรับองค์กร ซึ่ง 12 เดือนที่ผ่านมาก็ปรับไปเยอะ เปลี่ยนไปมาก ทั้งการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอ ความสัมพันธ์ในการประสานนโยบาย การทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ และการดูแลพนักงาน ซึ่งทำเต็มที่ วิ่งไปเรื่อย ๆ และทุกอย่างอยู่ในแผน ส่วนการประเมินตัวเองขอให้คนอื่นเป็นผู้ประเมินดีกว่า
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney