
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ชูยุทธศาสตร์สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยผ่าน Wellness Economy ต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพ เกษตร และการผลิต ด้วย AI และ Deep Tech พร้อมผลักดัน 3 โครงการเรือธง Siam Silica, Siam Medica และ Siam Terra ควบคู่ 7 ภารกิจ AI ทางการแพทย์ มุ่งเปลี่ยนไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีสู่ผู้สร้างนวัตกรรมและเจ้าขององค์ความรู้ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว
ประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากอะไร ในวันที่ประชากรกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย อุตสาหกรรมเดิมเผชิญการแข่งขันรุนแรง และการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพาต้นทุนแรงงานราคาถูกได้เหมือนที่ผ่านมา?
หนึ่งในคำตอบอาจไม่ใช่การเริ่มสร้างอุตสาหกรรมใหม่จากศูนย์ แต่เป็นการนำจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ทั้งการเกษตร การผลิต การแพทย์ การท่องเที่ยว และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
นี่คือแนวคิดสำคัญที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นำเสนอบนเวที Thailand HealthTech NEXT ที่จัดโดย ธนาคารทิสโก ชี้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
วางอุตสาหกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หรือ Wellness Economy เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ พร้อมเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนา AI เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้จากธุรกิจสุขภาพ แต่ต้องทำให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ลดภาระทางเศรษฐกิจจากการเจ็บป่วย และสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ประเทศไทยสามารถเป็นเจ้าขององค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาได้ด้วยตัวเอง
ศ.ดร.ยศชนัน เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า การพัฒนาอุตสาหกรรม HealthTech ไม่ควรมองเพียงมิติของการสร้างกำไร แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการยกระดับสุขภาพของประชาชน
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งหมายความว่าประเทศจะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านผลิตภาพแรงงาน (Productivity) และภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น
สิ่งที่ประเทศไทยต้องดำเนินการควบคู่กันจึงมีสองส่วน ได้แก่ การทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง และการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึง AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในอุตสาหกรรมเดิม
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มผลิตภาพดังกล่าวยังเป็นเพียงการรักษาความสามารถในการเติบโตของเศรษฐกิจเดิมเท่านั้น หากประเทศไทยต้องการรายได้ก้อนใหม่ จำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าเดิม
แนวทางนี้แบ่งออกเป็นสองระดับ
ประเด็นสำคัญที่ ศ.ดร.ยศชนัน ต้องการเปลี่ยนมุมมอง คือคำว่า Wellness ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจสปา โรงแรม หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเท่านั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรค การพัฒนายาและวัคซีน เครื่องมือแพทย์ การวิเคราะห์พันธุกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ การผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ AI
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือข้อมูลการศึกษาของ McKinsey Global Institute ซึ่งประเมินว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากสุขภาพที่ไม่ดีในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าประมาณ 16% ของ GDP ต่อปี จากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและการสูญเสียศักยภาพในการทำงานของประชากรวัยแรงงาน
พร้อมระบุว่า เกือบ 2 ใน 3 ของศักยภาพในการยกระดับสุขภาพมาจากมาตรการป้องกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการจัดการปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การรักษาเพียงอย่างเดียว และมองว่าโอกาสทางเศรษฐกิจของ HealthTech ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อประชาชนเจ็บป่วย แต่ยังเกิดจากเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชาชนไม่ต้องเจ็บป่วยตั้งแต่แรก
ยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคมะเร็ง แทนที่จะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีรักษาโรคเมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรงเพียงอย่างเดียว อุตสาหกรรมสุขภาพสามารถย้อนกลับไปพัฒนาเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้าหลายปี รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนเกิดโรค
ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวครอบคลุมอุตสาหกรรมและบริการหลายประเภทที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ เทคโนโลยีสมุนไพรและเวชสำอาง อุตสาหกรรมยาและวัคซีน เครื่องมือแพทย์และระบบวินิจฉัยโรค ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) เทคโนโลยีชีวภาพสังเคราะห์ การแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำ ศูนย์ทดลองทางคลินิก เวชศาสตร์ฟื้นฟู การแพทย์แผนไทย อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และอาหารเฉพาะบุคคล
ทั้งหมดต้องมีระบบสนับสนุนสำคัญ ทั้งแหล่งเงินทุน ระบบนวัตกรรมทางการแพทย์ กรอบกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและ Net Zero
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ การใช้ความต้องการของตลาดสุขภาพเป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงภายในประเทศ หรือ Demand-Pull Catalyst
แทนที่จะตั้งคำถามว่า ประเทศไทยควรผลิตชิปประเภทใดเพื่อแข่งขันกับตลาดโลก ศ.ดร.ยศชนัน เสนอให้เริ่มจากคำถามใหม่ว่า อุตสาหกรรมสุขภาพของไทยต้องการเทคโนโลยีประเภทใด
ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามสุขภาพ (Wearables) ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ทั้งเซนเซอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ระบบสื่อสารไร้สาย แบตเตอรี่ และ AI เพราะฉะนั้น เมื่อประเทศไทยสามารถพัฒนาอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดสุขภาพได้ ก็จะเกิดความต้องการชิ้นส่วนและเทคโนโลยีภายในประเทศตามมา
สิ่งนี้จะเปิดโอกาสให้บริษัทไทยสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ พัฒนาเทคโนโลยี และถือครองทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ในทุกตลาด
ความได้เปรียบของไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตจำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำ แต่อยู่ที่การผลิตเทคโนโลยีเฉพาะทางที่มีความแม่นยำและมูลค่าสูง
เพื่อเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวให้เป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีการนำเสนอสามโครงการเรือธงภายใต้กระทรวง อว. โดยแต่ละโครงการทำหน้าที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมมูลค่าสูงเข้าด้วยกัน
ทั้งสามโครงการมีความเชื่อมโยงกัน โดย Siam Terra เป็นฐานด้านวัตถุดิบและชีวภาพ Siam Silica เป็นฐานด้านเทคโนโลยีและชิ้นส่วนขั้นสูง ขณะที่ Siam Medica เป็นพื้นที่สร้างผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพมูลค่าสูง
กล่าวอีกอย่างคือ ประเทศไทยสามารถใช้ Wellness เป็นตลาดนำ เพื่อสร้างความต้องการเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอื่นตามมา
อีกหนึ่งส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์คือการพัฒนา AI ที่ไม่ได้มุ่งเพียงนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้งาน แต่ต้องสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ที่มีพื้นฐานจากความต้องการของประเทศไทย
ศ.ดร.ยศชนัน เสนอว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า จะใช้ AI ที่มีอยู่แล้วในระบบสาธารณสุขอย่างไร ไปสู่การตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะใช้ AI เพื่อสร้างการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งใหม่ได้อย่างไร
ภายใต้แนวคิด National Strategic AI: Seven Strategic Missions มีการกำหนดภารกิจสำคัญเจ็ดด้าน ดังนี้
เป้าหมายสุดท้าย ไทยต้องสร้างนวัตกรรมเอง ไม่ใช่เพียงซื้อเทคโนโลยีมาใช้ โดยในช่วงท้ายของการนำเสนอ ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า “ประเทศไทยไม่ได้ขาดบุคลากรที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ยังขาดระบบที่สามารถนำความสามารถเหล่านั้นมารวมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ในระดับประเทศ”
ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนนักวิจัยหรือการลงทุนในเทคโนโลยี แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักวิจัย มหาวิทยาลัย นักลงทุน ภาคธุรกิจ และรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้
ภายใต้แนวคิดนี้ ประเทศไทยควรใช้ความได้เปรียบที่มีอยู่ในประเทศเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสุขภาพซึ่งมีทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ความสามารถด้านการผลิต ฐานเกษตรกรรม และตลาดบริการสุขภาพรองรับ
จากนั้นจึงใช้ AI วิทยาศาสตร์ และ Deep Tech ยกระดับความสามารถตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การวิจัย การออกแบบเทคโนโลยี การผลิต การทดลอง การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการเข้าสู่ตลาดโลก
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ https://www.facebook.com/ThairathMoney