เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ จะพาประเทศไทยข้ามผ่าน "กับดักรายได้ปานกลาง" สู่การเป็น ประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ภายในปี 2580 หรืออีกเพียง 11 ปีข้างหน้า
ทว่าเมื่อเรากางตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคและรายได้ที่แท้จริงในกระเป๋าของคนไทย จะพบว่าโจทย์นี้ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย และไม่ได้ต้องการเพียงการเติบโตแบบประคองตัวเท่านั้น แต่ต้องการการผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อย่างเร่งด่วน หากต้องการไปให้ถึง
“รายได้ต่อหัว” วัดจากอะไร?
ปัจจุบัน ธนาคารโลก (World Bank) ใช้เกณฑ์ตัวชี้วัด มาตรฐานประเทศรายได้สูง โดยพิจารณาผ่าน 2 เกณฑ์หลักๆ
- GDP ต่อหัว (Nominal GDP per Capita): เป็นการนำ "มูลค่าผลผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมวลรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศ" หารเฉลี่ยด้วยจำนวนประชากร ตัวเลขนี้จึงรวมทั้งผลกำไรของบริษัทข้ามชาติและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่ใช่เงินเดือนเฉลี่ยที่ประชาชนได้รับจริง
- GNI ต่อหัว (Atlas Method): เกณฑ์ที่ World Bank ใช้ตัดเกรดประเทศรายได้สูงอย่างเป็นทางการ โดยคำนวณจากรายได้มวลรวมประชาชาติที่ตกถึงมือคนในชาตินั้นจริง ๆ
ทั้งนี้ เกณฑ์ขั้นต่ำของกลุ่มประเทศรายได้สูง ปัจจุบันอยู่ที่มากกว่า 14,375 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป /คน/ปี (ราว 486,162 บาท) และเกณฑ์นี้จะขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเงินเฟ้อโลก
ถอดรหัส 10 ปีเศรษฐกิจโลก ใครวิ่งฉิว ใครติดหล่ม?
บทวิเคราะห์จาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา แต่ละชาติขยับฐานะด้วยพลังขับเคลื่อนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
- สหรัฐฯ และ สิงคโปร์ เป็นผู้นำนวัตกรรมและศูนย์กลางโลก โดยสหรัฐฯ ใช้ความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี บิ๊กเทค และกระแส AI ยุคใหม่เป็นตัวเร่งเครื่อง ส่วนสิงคโปร์พิสูจน์ให้เห็นว่าขนาดประเทศไม่ใช่ข้อจำกัด หากวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า และดึงดูดเม็ดเงินข้ามชาติที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้
- เกาหลีใต้ ใช่พลังแห่งการลงทุนในคนและเทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จนก้าวข้ามสู่หัวแถวด้วยการทุ่มงบวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงถึง 5.1% ของ GDP ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชิป ยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับ Soft Power วัฒนธรรม K-Culture
- จีน กรณีศึกษาจากโรงงานโลกสู่มหาอำนาจเทคโนโลยี ทำให้ GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นจาก 8,103 ดอลลาร์ในปี 2015 ยกระดับจากการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่ผู้นำด้าน EV, แบตเตอรี่, พลังงานสะอาด และ AI จนกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ
- มาเลเซีย ผู้ท้าชิงที่จ่อข้ามเกณฑ์ โดยได้อัปเกรดตัวเองสู่ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (Advanced Packaging) และศูนย์ Data Center ระดับภูมิภาค ทำให้ผลิตภาพแรงงานสูงกว่าไทยเกือบหนึ่งเท่าตัว และกำลังจะแตะสถานะประเทศรายได้สูงในเวลาอันใกล้
- เวียดนาม นับเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งอาเซียน ซึ่งจะพบว่า 10 ปีที่ผ่านมา GDP ต่อหัวโตขึ้นเกือบเท่าตัว (จาก 2,581 ดอลลาร์) ผ่านการกวาดเม็ดเงิน FDI มหาศาล ข้อตกลง FTA ครอบคลุมทั่วโลก และกลายเป็นฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลกแทนที่ไทยในหลายเซกเมนต์
- อินเดีย ยักษ์ใหญ่ที่กำลังขยับขยาย ซึ่งโตแรง 65% ในรอบทศวรรษ ด้วยขุมพลังประชากรวัยแรงงาน 1.46 พันล้านคน และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม/ไอที พร้อมรับอานิสงส์การย้ายฐานการผลิตโลก
ช่องว่างของ "ไทย" กับเส้นทางปี 2580 เป็นไปได้แค่ไหน?
ขณะที่ ปัจจุบัน GDP ต่อหัวของไทยอยู่ที่ 8,057 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คน/ปี (ราว 280,000 บาท) การจะไปให้ถึงเป้าหมายรายได้สูงที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แปลว่าเราต้องเพิ่มรายได้ขึ้นอีกเกือบ 1 เท่าตัว (ขาดอีกราว 6,943 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
บทวิเคราะห์ของธนาคารกรุงเทพ ชี้ว่าในทางคณิตศาสตร์ หากไทยจะไปให้ถึงใน 11 ปี ข้างหน้า เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5.8% ต่อปีต่อเนื่อง (และต้องโตเกิน 7.5% ต่อปี หากคำนึงถึงเกณฑ์สากลที่จะขยับหนีตามเงินเฟ้อ)
แต่ในความเป็นจริง ศักยภาพการเติบโตของไทยในปัจจุบันหล่นลงมาอยู่ที่เพียง 2-4% ต่อปี หากยังโตด้วยความเร็วระดับปัจจุบัน เราอาจต้องใช้เวลาอีก มากกว่า 30 ปี (หรือทะลุปี 2611) ถึงจะแตะเกณฑ์ดังกล่าว
หลุมพรางที่ต้องแก้ โตต่ำ คนลด หนี้ท่วม และความเหลื่อมล้ำ
ความยากไม่ได้อยู่ที่ "ตัวเลขบนกระดาษ" แต่อยู่ที่ "โครงสร้างภายใน" ที่ดึงรั้งไว้
- ภาพลวงตาทางสถิติ: แม้ตัวเลข GDP ต่อหัวจะดูเหมือนคนไทยมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 23,300 บาท แต่ข้อมูลสำรวจครัวเรือนจริง ประชากรไทยมีรายได้จริงในกระเป๋าเฉลี่ยเพียง 9,500 – 10,700 บาท/เดือน เท่านั้น
- ภาระหนี้ครัวเรือนสะสม: หนี้ครัวเรือนสูงถึง 86.8 - 88% ของ GDP (กว่า 16.3 ล้านล้านบาท) เงินที่หาได้เกือบ 85% หมดไปกับค่ากินอยู่ขั้นพื้นฐานและภาระดอกเบี้ย
- ปัญหาเชิงโครงสร้างแรงงาน: แรงงานกว่า 30% ยังติดอยู่ในภาคเกษตรกรรมที่สร้างมูลค่าได้ไม่ถึง 9% ของ GDP ในขณะที่ไทยเข้าสู่ "สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ" ทำให้ประชากรวัยทำงานลดลงเรื่อย ๆ
- วิกฤตคุณภาพทุนมนุษย์และการศึกษา: คะแนน PISA ล่าสุดสะท้อนว่าทักษะแรงงานรุ่นใหม่ยังไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซ้ำเติมด้วยการกระจุกตัวของความมั่งคั่งที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ครอบครองส่วนแบ่งเศรษฐกิจส่วนใหญ่
ฉะนั้นโจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่ "จะแซงใคร" แต่เป็นการ "แข่งกับตัวเอง" เพื่อหลุดพ้นจากหล่มเดิม ไทยจำเป็นต้องยกเครื่องจากการรับจ้างผลิตแบบเดิม ไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต (EV, Biotech, อุตสาหกรรมดิจิทัล) กระจายศูนย์กลางเศรษฐกิจสู่หัวเมืองต่างจังหวัด และปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตต่อคน (Productivity) เพราะหากไม่ผ่าตัดโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ เป้าหมายปี 2580 จะยังคงเป็นเพียงเส้นชัยที่ขยับห่างออกไปเรื่อย.
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney