
BAM คาดการณ์หนี้ครัวเรือนไทยจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 โดยกลุ่มธุรกิจ SME เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดเนื่องจากปรับตัวได้ยาก
เศรษฐกิจไทยปี 2569 แม้ GDP มีท่าทีจะปรับเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเพราะการส่งออก และการปรับนิยามตัวเลขต่างๆ แต่ชีวิตคนไทยยังอยู่บนความเสี่ยงหลายด้านที่อาจกระทบต่อหนี้ครัวเรือนไทยให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งหากเกิด Shock ขึ้นหนี้เสีย (NPL) ก็อาจเพิ่มขึ้นไปด้วย
ดังนั้นหนึ่งในกลไกจัดการหนี้อย่าง บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) จะมีแผนธุรกิจเพื่อชะลอหรือลดความรุนแรงของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอย่างไร
ท่ามกลางปัญหาหนี้ NPL ในไทยทั้งระบบที่มีอยู่หลักแสนล้านบาท ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เล่าว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ระดับสูงอาจลากยาวไปถึงปี 2570 ส่วนหนึ่งเพราะด้านสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่เห็นทางออก ประชาชนบางส่วนอาจได้รับผลกระทบและรายได้ลดลงและเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสีย
ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าห่วงที่สุดคือ SME เพราะยังปรับตัวได้ยาก จากการมีภาระค่าใช้จ่าย หรือมีต้นทุนสูงในการปรับตัวต่างจากรายย่อยที่เปลี่ยนอาชีพได้ทันที แต่ธุรกิจ SME หากสะดุดแล้วไม่สามารถเปลี่ยนสายธุรกิจได้ชั่วข้ามคืน จึงมีความเสี่ยงสูงสุดในสถานการณ์ปัจจุบัน
ในส่วนของ BAM ยังตั้งเป้าหมายจัดการหนี้เสียในระบบผ่านการบริหารทรัพย์สิน โดยการซื้อหนี้เสียที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกันและมาบริหารจัดการให้ดีที่สุด โดยคาดว่าจะมีระดับการสต๊อกทรัพย์สินเฉลี่ยประมาณ 24,000 ชิ้น บางปีอาจซื้อมากกว่าปกติหากมีการขายทรัพย์ออกได้มาก ส่วนในไตรมาส 4 ปี 2569 BAM จะเตรียมงบราว 1,000 ล้านบาท เพื่อซื้อหนี้ชิ้นใหญ่ 4-5 ทรัพย์ (คาดมูลค่าหนี้รวมราว 4,000 ล้านบาท) ส่วนปี 2570 คาดว่าจะเตรียมเงินลงทุนราว 7,000 ล้านบาท โดยคิดเป็นมูลค่าหนี้รวมราว 20,000-30,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ BAM ทำให้การหมุนเวียนของทรัพย์เร็วขึ้น จากเดิมที่ซื้อทรัพย์ซื้อหนี้เข้ามาแล้วใช้เวลาหลักสิบปีเพื่อขายทรัพย์ออก แม้จะมีกำไรแต่ระยะเวลาที่ยาวนานทำให้กำไรบางลง กลยุทธ์หลักของปีนี้จะคัดหนี้ที่มีทรัพย์ซึ่งนักลงทุนและผู้ซื้อต้องการมากขึ้น เช่น โรงแรม, ออฟฟิศ ฯลฯ (จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นโรงสี) โดย BAM จะเน้นซื้อทรัพย์ขนาดใหญ่ ขณะที่จะมีบริษัทย่อยมาซื้อหนี้ที่มูลค่าเล็กลงมา (ต่ำกว่า 30 ล้านบาทลงมา)
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการซื้อทรัพย์ไปบริหาร โดย BAM จะประมูลมาเป็นลอตใหญ่และเปิดขาย เปิดประมูลให้กับนักลงทุนที่สนใจซื้อทรัพย์ไป และภายในปี 2570 จะมีบริษัทร่วมทุนเป็นลักษณะ JV AMC รวมแล้ว 5 บริษัท โดยจะมีความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย และแบงก์รัฐ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทที่เปิดดำเนินการแล้วคือ
จากความร่วมมือ JV AMC นอกจากจะช่วยระบายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ในระบบให้ออกไปเร็วขึ้น ยังเป็นกลยุทธ์ที่ BAM จะหันมาเน้นการสร้างรายได้ที่เน้นกำไรสุทธิ จากเดิมที่ต้องรอผลเรียกเก็บเป็นหลัก
สุดท้ายนี้ ในไตรมาส 4 ปี 2569 BAM ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างกระแสเงินสด 250 ล้านบาทผ่านการขับเคลื่อน 3 แคมเปญหลัก ได้แก่
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney