เมื่อ Fed-กนง. คงดอกเบี้ย หลังจากนี้ดอกเบี้ยโลกจะไปทางไหน นักลงทุนจะปรับพอร์ตยังไง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เมื่อ Fed-กนง. คงดอกเบี้ย หลังจากนี้ดอกเบี้ยโลกจะไปทางไหน นักลงทุนจะปรับพอร์ตยังไง

Date Time: 29 ต.ค. 2569 15:16 น.

Video

ทำไม "การออม" อย่างเดียวถึงไม่ทำให้รวย? กวี ชูกิจเกษม x โช๊ค โชกุน I Money Issue EP.82

“Summary“

กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 เป็น 2.4% และปี 2570 เป็น 2.1%

  • Fed มีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.75-4.00% โดยมีแนวโน้มอาจปรับขึ้นอีกในเดือนธันวาคมหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ให้นานที่สุดเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากเอลนีโญ
  • ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ ที่อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าและเกิดภาวะเงินทุนไหลออก
  • คำแนะนำการลงทุนไตรมาส 4/2569 เน้นเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ และหุ้นเอเชีย (ex. Japan) พร้อมลดการถือครองเงินสด

28 ต.ค. 2569 เป็นอีกวันที่ตลาดจับตามองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะตัดสินใจอย่างไรกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งผลที่ออกมาคือตัดสินใจ “คงอัตราดอกเบี้ยฯ” ทั้งคู่ ดังนั้นสิ่งที่ตลาดต้องลุ้นกันต่อคือหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงไหน และนักลงทุนจะปรับพอร์ตอย่างไร

Fed-กนง. เลือกคงดอกเบี้ย!

เริ่มกันที่ช่วงบ่าย 28 ต.ค. 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี โดยย้ำว่าการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายยังเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวแบบไม่ทั่วถึง ซึ่งนโยบายด้านการเงินต้องเกิดขึ้นพร้อมกับมาตรการทางการเงินที่ตรงจุด

ขณะเดียวกันยังปรับการคาดการณ์ GDP หรือการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 มาอยู่ที่ 2.4% จากครั้งก่อนหน้าที่คาดการณ์ไว้ระดับ 2.3% และปี 2570 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมที่ 1.8%

เช้าวันนี้ (29 ต.ค. 2569) มีบทสรุปของการประชุม FOMC ในวันที่ 27-28 ต.ค. 2569 ออกมาว่า “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75-4.00% โดยมี 2 เสียงเสนอปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และอีก 10 เสียงมองว่าต้องคงดอกเบี้ยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัวแข็งแกร่งและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เรื่องที่น่าสนใจคือ Fed ส่งสัญญาณปรับตารางประชุมเพื่อทบทวนนโยบายการเงินระยะยาว โดยในการประชุม 8 ครั้งจะไม่มีการลงมติเรื่องดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2570 และ 2 ครั้งในปี 2571 เพื่อให้ Fed มีเวลาพิจารณาประเด็นเชิงโครงสร้างควบคู่กับการประเมินเศรษฐกิจระยะสั้นตามปกติ

ทิศทางดอกเบี้ยโลกและไทยหลังจากนี้

ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า แม้ครั้งนี้ Fed จะคงดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ แต่หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับย่อมมีโอกาสที่ Fed จะตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค. โดยตลาดประเมินโอกาสไว้ถึง 70% ว่าจะไปถึงระดับ 4.25% ขณะเดียวกันมีโอกาสที่ปี 2570 อาจมีการปรับขึ้นอีก 1-2 ครั้ง

ในส่วนของไทย มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ สาเหตุหลักเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยยังคงไม่กระจายตัวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาคการเกษตรของไทย ธปท. จึงต้องประเมินสถานการณ์เพื่อประคองเศรษฐกิจต่อไป

ความเสี่ยงที่ไทยต้องจับตาคือ หาก Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจนส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายไทยและสหรัฐฯ สูงขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก และส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงบางส่วนแต่ยังคาดการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.5 - 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงระดับโลกอื่นๆ ที่ต้องติดตาม เช่น ทิศทางราคาน้ำมัน นโยบายการค้าโลกหลังการประชุมอาเซียน, หนี้สาธารณะทั่วโลกที่อยู่ระดับสูง และปัญหาการเมืองในสหรัฐฯ (โอกาสเกิด Government Shutdown หลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมหรือ Midterm Elections ของสหรัฐ) ที่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้บ้าง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สภาวะการเงินและสินเชื่อเริ่มตึงตัวขึ้นหลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. 2569 รวมถึงคาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในเดือน ธ.ค. 2569 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ ในปี 2570 Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่อเนื่องในกรณีฐาน สอดคล้องกับ Dot Plot หากเงินเฟ้อชะลอลงตามคาด

จัดพอร์ตลงทุนรับโลกดอกเบี้ยสูง

จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ยังต้องติดตามเรื่องราคาน้ำมันที่อาจผันผวนซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะท่าทีของ Fed ที่จริงจังกับการจัดการเงินเฟ้อจึงมองว่าแม้จะมีความผันผวนจากราคาพลังงาน รวมถึงการเมืองสหรัฐฯ ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง มองว่าเป็นจังหวะที่จะปรับพอร์ตลงทุน

หนึ่งในเทรนด์ที่ยังเติบโตได้ดีคือการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ เพราะ AI และเทคฯ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นสามารถสร้างผลิตภาพและสร้างรายได้ แม้ในระยะสั้น หากตลาดปรับลดการรับความเสี่ยงลงมา นี่อาจเป็นจุดพักฐานที่ดี และเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพในราคาที่ถูกลง

โดยในไตรมาส 4 ปี 2569 นี้มีคำแนะนำการลงทุนคือ เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหุ้นหรือตราสารทุน เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ (US Tech equity), หุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น (Asia ex. Japan) ส่วนหุ้นจีนนั้น แนะนำให้ คงน้ำหนักการลงทุนไว้ก่อน

นอกจากนี้ยังมองว่าสามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternatives) แต่ให้คงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Fixed Income อย่างตราสารหนี้ แต่ควรลดการถือครองเงินสดลง

อย่างไรก็ตาม มองว่าการวางแผนลงทุนควรมองเป้าหมายในระยะยาว เพราะการถือครองสินทรัพย์คุณภาพในระยะยาวจะช่วยลดโอกาสที่ผลตอบแทนจะติดลบ รวมถึงต้องวางแผนการลงทุนตามเป้าหมายของชีวิตอย่างเหมาะสม



อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ