
ส.อ.ท. เผยยอดส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลางในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 ลดลงกว่า 33,118 คัน หรือคิดเป็น 37.73% จากผลกระทบสถานการณ์สงคราม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เร่งส่งสัญญาณเตือนรัฐบาล หลังตลาดรถกระบะไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ และตลาดส่งออกตะวันออกกลางสะดุดจากสถานการณ์สงคราม จนยอดส่งออกรถกระบะไปภูมิภาคดังกล่าวในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 หายไป 33,118 คัน หรือลดลง 37.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นสินเชื่อซื้อรถกระบะ เพื่อประคองยอดขาย รักษาฐานการผลิตและการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ภาพรวมการผลิตรถยนต์เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 120,319 คัน ลดลง 6.08% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยโรงงานบางแห่งจำเป็นต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. ถึงกลางเดือน ต.ค. หลังน้ำท่วมกระทบโรงงานชิ้นส่วน การขนส่งสินค้า และการเดินทางของพนักงาน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจสมาชิกพบว่า ปัจจุบันทุกโรงงานกลับมาผลิตได้ตามปกติแล้ว โดยผลกระทบจากอุทกภัยจะสะท้อนในตัวเลขการผลิตเดือน ต.ค.ต่อไป
แม้การผลิตสะดุดในระยะสั้น แต่ ส.อ.ท.ยืนยันเป้าหมายผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน โดยผู้ผลิตอยู่ระหว่างเร่งปรับแผนให้การผลิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ยอดผลิตสะสม 9 เดือนแรกอยู่ที่ 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้น 0.39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมที่ยังขยายตัวไม่ได้หมายความว่าตลาดรถยนต์ทุกกลุ่มฟื้นตัวไปในทิศทางเดียวกัน โดยยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ย. อยู่ที่ 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28% จากปีก่อน แต่ลดลง 7.61% จากเดือน ส.ค. แรงหนุนสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งมียอดขาย 16,626 คัน เพิ่มขึ้น 81.61% สวนทางกับรถกระบะที่ยังเผชิญภาวะซบเซา มียอดขายเพียง 10,315 คัน ลดลง 7.11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สาเหตุสำคัญมาจากการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ประกอบกับเศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ รายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ยังอ่อนแอ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพกดดันกำลังซื้อ โดยเฉพาะรถกระบะบรรทุกที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินของเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งต้องพึ่งพาสินเชื่อในการซื้อรถเพื่อสร้างรายได้
ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกซึ่งเป็นอีกเสาหลักของรถกระบะไทยก็เผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยเดือน ก.ย. ไทยส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 14,419 คัน ลดลง 30.60% จากปีก่อน ส่วนยอดส่งออกรถกระบะไปตลาดดังกล่าวในช่วง 9 เดือนแรก ลดลง 33,118 คัน หรือ 37.73% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังไม่อาจประเมินได้ชัดเจนว่าจะคลี่คลายเมื่อใด
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ส.อ.ท.ต้องการให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศ เพื่อชดเชยตลาดส่งออกที่หดตัวและรักษาระดับการผลิตไม่ให้ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากรถกระบะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของไทย ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศประมาณ 90% และส่งออกไปกว่า 120 ประเทศ การชะลอตัวจึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่ยังส่งผ่านไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ เหล็ก ยาง เครื่องยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนโชว์รูม ศูนย์บริการ ธุรกิจประกันภัยและสินเชื่อ
ด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท.และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การผลิตกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน การรักษาฐานผลิตรถกระบะจึงมีความสำคัญต่อทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และแรงงานจำนวนมาก หากยอดผลิตลดลงต่อเนื่อง ย่อมกระทบรายได้และการจ้างงานในวงกว้าง
นอกจากมาตรการสินเชื่อแล้ว ส.อ.ท.ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตรถยนต์ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยเห็นว่าการกำหนดนโยบายภาษีที่ชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนระยะยาวและส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
โจทย์เร่งด่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงไม่ใช่เพียงการรักษาเป้าผลิตรถยนต์ 1.45 ล้านคันให้ได้ตามแผน แต่ยังอยู่ที่การประคองตลาดรถกระบะซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดย ส.อ.ท.เห็นว่าการเร่งปลดล็อกสินเชื่อควบคู่กับนโยบายภาษีที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความต่อเนื่องของสายการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และการจ้างงานในระยะต่อไป