
มร.ฮิโรยาสุ ซาโต้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้นำตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ของไทย เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตประมาณ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรถเอสยูวีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ตลาดรถปิกอัพยังทรงตัว สะท้อนว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ
อีซูซุมียอดขายรวม 52,829 คันในช่วง 9 เดือนแรก ลดลง 1.3% จากปีก่อน และตั้งเป้ายอดขายตลอดปีไว้ที่ประมาณ 70,400 คัน ลดลงราว 4% ครอบคลุมรถปิกอัพ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ และรถเพื่อการพาณิชย์ทุกขนาด ขณะที่บริษัทประเมินยอดขายรถยนต์รวมทุกยี่ห้อในประเทศปีนี้ไว้ที่ประมาณ 700,000 คัน
ปิกอัพซึมฉุดออเดอร์ชิ้นส่วนไทย
ตัวเลขยอดขายมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมมากกว่าการสะท้อนความนิยมของผู้บริโภค เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยประกอบการวางแผนผลิตรถยนต์ เมื่อความต้องการซื้อชะลอตัว ผู้ผลิตจำเป็นต้องประเมินปริมาณรถที่จะผลิตให้สอดคล้องกับตลาด ซึ่งเชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึงการวางแผนจัดซื้อชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ หากยอดขายและแผนการผลิตลดลงต่อเนื่อง คำสั่งซื้อชิ้นส่วนในรอบถัดไปก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ความเชื่อมโยงดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับรถปิกอัพ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานผลิตหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% ตั้งแต่ชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ไปจนถึงระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงของยอดขายจึงอาจส่งผ่านไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายระดับ ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนหลัก ผู้รับจ้างผลิต และผู้ประกอบการที่จัดหาวัตถุดิบหรือบริการสนับสนุนโรงงาน
หากตลาดปิกอัพฟื้นตัวและคำสั่งซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตย่อมมีโอกาสวางแผนการผลิตได้ต่อเนื่องขึ้น และเพิ่มความชัดเจนในการจัดซื้อชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการในประเทศ ในทางกลับกัน หากยอดขายอ่อนแรงเป็นเวลานาน ความไม่แน่นอนของปริมาณการผลิตอาจทำให้ซัพพลายเออร์ต้องบริหารกำลังการผลิต สต็อกวัตถุดิบ และต้นทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น ผลกระทบอาจต่อเนื่องไปถึงการใช้กำลังการผลิตและการจ้างงาน
ด้วยเหตุนี้ อีซูซุจึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดรถปิกอัพที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการซื้อรถได้จริง ควบคู่กับมาตรการบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เนื่องจากรถปิกอัพมีบทบาทต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องใช้รถเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ แต่ปัจจุบันเผชิญทั้งภาระหนี้ครัวเรือนและเงื่อนไขสินเชื่อที่เข้มงวด
หนึ่งในข้อเสนอคือการพิจารณามาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถปิกอัพ เช่น การนำค่าใช้จ่ายซื้อรถจำนวน 100,000 บาทไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจูงใจผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและมีความจำเป็นต้องใช้รถในการประกอบอาชีพ แนวทางดังกล่าวยังเป็นข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณา ไม่ใช่มาตรการที่ประกาศใช้แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการตัดสินใจซื้อและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
บริษัทขอบคุณมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมา ทั้งการสนับสนุนผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และแนวทางรถเก่าแลกรถใหม่ แต่เห็นว่ายังจำเป็นต้องมีมาตรการที่ตอบโจทย์ข้อจำกัดของผู้ซื้อโดยตรง เนื่องจากปัญหาสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่เพียงความต้องการใช้รถ หากแต่เป็นความสามารถในการซื้อและการผ่านเกณฑ์สินเชื่อของสถาบันการเงิน
ส่ง 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo รุกปลายปี
ท่ามกลางแรงกดดันของตลาด อีซูซุเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มทางเลือกและรักษาความสามารถในการแข่งขันช่วงปลายปี ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซล ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo สำหรับรถปิกอัพ NEW ISUZU D-MAX และรถอเนกประสงค์ THE NEW MU-X ภายใต้แนวคิด “THE ABSOLUTE POWER พลังใหม่! ไบเทอร์โบ แรง…หยุดโลก” มุ่งตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะสูงขึ้นควบคู่กับความประหยัดเชื้อเพลิง
เครื่องยนต์ใหม่ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ในช่วง 1,600-2,600 รอบต่อนาที ใช้ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ ประกอบด้วยเทอร์โบแรงดันต่ำแบบแปรผันและเทอร์โบแรงดันสูง พร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดแรงดันสูง Gi-BOOST ขนาด 250 เมกะปาสคาล แบบ 10 รูหัวฉีด และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC ที่ปรับจูนให้รองรับกำลังเครื่องยนต์ โดยมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเป็นอีกทางเลือก เครื่องยนต์ใหม่นี้ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ถึง 8% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรในสภาวะขับขี่นอกเมือง และรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20
ในส่วนของแผนลงทุน บริษัทมีแผนลงทุนระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2567-2571 มูลค่ารวม 32,000 ล้านบาท โดยเริ่มลงทุนไปแล้ว 15,000 ล้านบาทตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 และให้ความสำคัญกับการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 90% มาโดยตลอด การลงทุนดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาฐานการผลิตและการใช้เทคโนโลยีในประเทศ ตลอดจนสร้างความต่อเนื่องให้กับเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนไม่ได้ทำให้คำสั่งซื้อของซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะปริมาณการจัดซื้อยังขึ้นอยู่กับแผนการผลิตจริงและความต้องการของตลาด การฟื้นตัวของยอดขายจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนและกำลังการผลิตเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
“อีซูซุยังให้น้ำหนักกับเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับตลาดปิกอัพไทย โดยมุ่งพัฒนาให้ประหยัดเชื้อเพลิงและรองรับ B20 ควบคู่กับการจำหน่ายรถปิกอัพไฟฟ้าให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีรูปแบบการใช้งานเหมาะสม”