
บีโอไอ เผยยอดขอส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกปี 69 ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% อุตสาหกรรมดิจิทัลครองแชมป์ กวาดเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.17 ล้านล้านบาท ธุรกิจ AI ดึงมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ปั้นไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก ด้านเงินลงทุนต่างชาติพุ่ง 62% แตะ 1.55 ล้านล้านบาท สิงคโปร์ขึ้นแท่นนักลงทุนเบอร์ 1 ทิ้งห่างจีนและญี่ปุ่น
ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับกระแส AI
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) ประเทศไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1,954 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 1,707,430 ล้านบาท หรือกว่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นถึงทิศทางการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนไป โดยมีอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างเกษตรและอาหารยังคงเติบโตต่อเนื่อง
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า การเติบโตของยอดคำขอส่งเสริมการลงทุนนี้ทำให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังมีการปรับปรุงกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลอย่าง Thailand FastPass ที่ช่วยเร่งรัดการลงทุน และ Skill Bridge ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
หากเจาะลึกลงไปในอุตสาหกรรมที่ดึงดูดเงินลงทุนสูงสุด พบว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลครองอันดับ 1 ด้วยมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.17 ล้านล้านบาท จาก 139 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
รองลงมาคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีมูลค่าการลงทุนรวม 189,370 ล้านบาท จาก 262 โครงการ เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า
การเติบโตของทั้งสองอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงกับกระแส AI ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยี AI ไม่ได้ต้องการเพียงซอฟต์แวร์หรือโมเดลอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์จำนวนมาก ตั้งแต่ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์รับส่งข้อมูลความเร็วสูง
เมื่อพิจารณาเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI แล้ว พบว่า มีคำขอรับการส่งเสริมรวม 111 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท ได้แก่
ในบรรดาบริษัทที่ยื่นขอรับการส่งเสริม มีทั้งผู้ผลิตระดับโลกและบริษัทที่มีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว เช่น Analog Devices (ADI) ที่ลงทุนในกิจการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม ขณะที่ Delta Electronics ลงทุนผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงระบบจ่ายไฟ แปลงไฟ และควบคุมพลังงาน
ด้าน Western Digital Storage Technologies ขยายการลงทุนผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เทคโนโลยีขั้นสูง ส่วน Eoptolink Technology ลงทุนผลิตอุปกรณ์โฟโตนิกส์ เช่น Optical Transceiver ซึ่งใช้รับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณแสงความเร็วสูง และ Celestica ลงทุนในกิจการผลิต Network Switch, Mainboard และ AI Server
การลงทุนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า โอกาสของประเทศไทยในอุตสาหกรรม AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นที่ตั้งของ Data Center เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเป็นฐานผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่จำเป็นต่อการทำงานของเทคโนโลยี AI ด้วย
ยิ่ง Data Center และระบบ AI ขยายตัวมากขึ้น ความต้องการเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์รับส่งข้อมูล ระบบจ่ายไฟ และระบบระบายความร้อนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แนวโน้มดังกล่าวจึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการผลิตชิ้นส่วน การติดตั้งระบบ การบำรุงรักษา และการให้บริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้ากับฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยมีอยู่เดิม
แม้เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ภาคเกษตรและอาหารซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทยก็ยังมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 80,190 ล้านบาท จาก 218 โครงการ หรือเพิ่มขึ้น 59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การลงทุนครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาหารสัตว์ แป้งแปรรูป สารสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร
บริษัทที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ได้แก่ Nestlé ในกิจการผลิตกาแฟและอาหารสัตว์เลี้ยง Thai Inaba Foods ในกิจการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง Siam Quality Starch และ Siam Modified Starch ในกิจการผลิตแป้งแปรรูปที่มีคุณสมบัติพิเศษ รวมถึง European Food ในกิจการผลิตขนมขบเคี้ยว
การขยายตัวดังกล่าวมีความสำคัญต่อการยกระดับภาคเกษตรไทย จากการผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมเพิ่มโอกาสในการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ
ทิศทางนี้ยังสอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลกที่ระบุว่า บริการดิจิทัล การผลิตขั้นสูง รวมถึงเกษตรและอาหาร เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและสร้างงานคุณภาพ
นั่นหมายความว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปไม่ได้มีเพียงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่อย่าง AI ยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้นด้วย
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตาคือ พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งแม้จะไม่ได้มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีจำนวนโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุดถึง 313 โครงการ มูลค่ารวม 59,870 ล้านบาท
การลงทุนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรม และระบบผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม
ความสำคัญของการลงทุนกลุ่มนี้อยู่ที่การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบพลังงานที่มั่นคงและเพียงพอ
การเข้าถึงพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์และบริการ 51,820 ล้านบาท จาก 236 โครงการ ยานยนต์และชิ้นส่วน 36,340 ล้านบาท จาก 191 โครงการ แร่ โลหะและวัสดุ 28,460 ล้านบาท จาก 183 โครงการ เคมีและปิโตรเคมี 22,160 ล้านบาท จาก 178 โครงการ และเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 18,880 ล้านบาท จาก 122 โครงการ
อีกหนึ่งตัวเลขสำคัญที่สะท้อนทิศทางการลงทุนในประเทศไทย คือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment (FDI) ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศรวม 1,309 โครงการ มูลค่า 1,550,784 ล้านบาท หรือกว่า 1.55 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
หากแยกตามประเทศที่มาของเงินลงทุน พบว่าสิงคโปร์ครองอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1.16 ล้านล้านบาท ทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างชัดเจน โดย 5 อันดับแรก ประกอบไปด้วย
แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด แต่หากพิจารณาจากจำนวนโครงการ จะพบว่าจีนมีจำนวนคำขอมากที่สุดที่ 493 โครงการ ส่วนสิงคโปร์มี 214 โครงการ
การลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกิจการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งทาง บีโอไอมองว่า การเติบโตของ FDI เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งทำให้บริษัทต่างชาติเข้ามาขยายฐานการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังไม่ใช่เม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงทั้งหมด เนื่องจากโครงการลงทุนยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนดำเนินการลงทุน
สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 บีโอไออนุมัติการส่งเสริมการลงทุนไปแล้วรวม 1,951 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 1,512,600 ล้านบาท โดยคาดว่า โครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วนี้จะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน ได้แก่
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการออกบัตรส่งเสริม ที่ถือเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,961 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 1,047,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นสัญญาณที่ดีว่า จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาททยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคตอันใกล้นี้
บีโอไอเน้นย้ำว่า จะเดินหน้าดึงดูดการลงทุนใหม่ควบคู่กับการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร รวมถึงการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney