
กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการโซลาร์ภาคประชาชน วงเงินสูงสุด 80,000 ล้านบาท เข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 26 ต.ค. 2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ต.ค.2569 กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการโครงการโซลาร์ภาคประชาชน วงเงิน 70,000-80,000 ล้านบาท ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ เพื่อเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย เมื่อ ครม. อนุมัติเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 27 ต.ค.2569 จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการโซลาร์ประชาชนไปจนกว่าจะครบ 1 ล้านครัวเรือน
สำหรับรายละเอียดมาตรการโครงการโซลาร์ประชาชนนั้น ประกอบด้วย การรับติดตั้งโซลาร์ประชาชน 1 ล้านครัวเรือน จะรับตั้งแต่ติดตั้งบนหลังคาบ้านเรือนประชาชน, พื้นที่ว่างเปล่า และลอยน้ำ กำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 5 กิโลวัตต์ เป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนเงินให้เปล่าครัวเรือนละ 50,000 บาท รวมเบ็ดเสร็จรัฐจะกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 50,000 ล้านบาท
และมาตรการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเตรียมพร้อมการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคประชาชน และการฝึกทักษะแรงงาน เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ทั่วประเทศ โดยกระทรวงแรงงานจะนำเสนอ โดยจะนำรายชื่อผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงาน มารับเข้าการอบรมทักษะการติดตั้งโซลาร์ครัวเรือน รวมวงเงิน 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ประชาชนที่สนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ และยื่นขอสินเชื่อได้จาก 3 สถาบันการเงินของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) อัตราดอกเบี้ย 2.5% เป็นเวลา 7 ปี และสามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ อัตราค่าไฟ 2.20 บาทต่อหน่วย แล้วนำเงินรายได้จากการขายไฟ มาเป็นเงินผ่อนธนาคารได้อีก งวดละ 1,000-1,100 บาทต่องวด ดังนั้นประชาชนไม่ต้องควักเงินจ่ายเอง และยังประหยัดค่าไฟลงได้อีกด้วย
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ โปร่ง คุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติมากที่สุด สำหรับการพัฒนาทักษะแรงงานนั้น จะเน้นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นกลุ่มวัยทำงาน ช่วงอายุ 20-50 ปี เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้ มีอาชีพอย่างยั่งยืน