
เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape ทำให้ช่องว่างรายได้และโอกาสระหว่างคนรวยและคนจนขยายตัวกว้างขึ้น
นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของทีดีอาร์ไอ หัวข้อ ความ(ไม่)มั่นคงของคนไทยในโลกที่ไม่แน่นอน ว่า สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤตความมั่นคงในชีวิตอย่างน่าห่วง แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมจะขยายตัว แต่เป็นการเติบโตแบบ K-Shape ที่ทิ้งห่างระหว่างคนขาบนและคนขาล่างมากขึ้นทั้งด้านรายได้และโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อเผชิญวิกฤตจะลุกขึ้นใหม่ได้ยาก ซ้ำเติมด้วยภาระค่าครองชีพพุ่งสูง แผลกดทับจากภัยน้ำท่วม และโรงงานปิดตัว ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ครอบครัวขนาดเล็กลง และผู้เกษียณจำนวนมากมีเงินออมไม่พอเลี้ยงชีพ
ขณะเดียวกัน ประชาชนเริ่มรู้สึกขาดหลังพิงและพึ่งพาภาครัฐได้น้อยลง จากประสิทธิภาพภาครัฐที่ถดถอย ผู้กำหนดนโยบายตามไม่ทันโลก นักการเมืองเน้นประโยชน์การเมืองมากกว่าบ้านเมือง ตลอดจนปัญหาคอร์รัปชัน การโกงสอบราชการ อิทธิพลทุนใหญ่ และการเรียกรับสินบน จนคนเก่งและธุรกิจไทยเริ่มถอดใจ ที่น่ากังวลที่สุดคือ ฐานะและวินัยการคลังอ่อนแอลงต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตเคยเป็นเกราะคุ้มกัน แต่อนาคตอาจกลายเป็นความเสี่ยงจุดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ทำให้ภาครัฐกลายเป็นพันธนาการฉุดรั้งและบั่นทอนความหวังของประชาชน
นายวิรไท ได้เสนอทางออกเชิงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืน ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. มุ่งสร้างงานที่ดีให้คนส่วนใหญ่ เสริมความสามารถการแข่งขันให้ธุรกิจแหล่งจ้างงาน เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ SME และยกระดับทักษะแรงงานให้เท่าทันโลก 2. แก้ไขความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นบันไดทางสังคม เพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร กำกับดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรมเพื่อป้องกันทุนใหญ่ครองตลาด และปฏิรูประบบสวัสดิการดูแลคนตัวเล็ก โดยอัญเชิญพระบรมราโชวาทรัชกาลที่ 9 พ.ศ. 2531 ความว่า “การพัฒนาประเทศเท่ากับตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของแต่ละคนมีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข” มาเป็นหลักคิดกำหนดนโยบาย
3. เร่งปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง กวาดล้างคอร์รัปชัน ปรับปรุงกฎหมายล้าสมัย ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ลดขนาดหน่วยงาน และรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเน้นผลระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาชั่วคราวแบบควิกฟิกซ์ (Quick Fix)