“โตโยต้า”ประกาศผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า FCEV ปลายปี 2570 ลงทุนเพิ่ม 1,490 ล้านบาท

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“โตโยต้า”ประกาศผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า FCEV ปลายปี 2570 ลงทุนเพิ่ม 1,490 ล้านบาท

Date Time: 20 ต.ค. 2569 10:17 น.

Video

รับมือน้ำท่วม เช็คการเงิน - ประกัน หรือยัง? | Money Issue EP.80

“Summary“

โตโยต้าลงทุน 1,490 ล้านบาท ผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าไฮโดรเจน (FCEV) รุ่น New Hilux ครั้งแรกในไทยที่โรงงานบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

  • โครงการมีกำลังการผลิต 3,000 คันต่อปี โดยเน้นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
  • คาดการณ์เริ่มเดินสายการผลิตใหม่ได้ในเดือนธันวาคม 2570 โดยมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมูลค่าประมาณ 640 ล้านบาทต่อปี
  • การลงทุนครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก
  • โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Multi-pathway ของโตโยต้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050

Latest


นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ บีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรุ่น New Hilux ที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท มีกำลังผลิต 3,000 คันต่อปี คาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธ.ค.2570 โดยในระยะแรก เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

“การเลือกนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของโตโยต้ามาต่อยอดบนสายการผลิต Hilux เดิมในประเทศไทย สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับบทบาทสำคัญในการผลิตเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตสำหรับตลาดโลก เนื่องจากมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัพ Hilux ที่สำคัญที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของโตโยต้า อีกทั้งมีความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนและบุคลากรที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่พลังงานสะอาด”            

ดังนั้น การลงทุนของโตโยต้าครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศที่มุ่งผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี” ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ไฟฟ้าไมลด์ไฮบริด (MHEV) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ควบคู่กับการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อผู้ผลิตยานยนต์ทุกค่ายจากทุกประเทศ       

“การลงทุนครั้งนี้ บริษัทได้เลือกนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่างรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนหรือ FCEV มาผลิตในไทยเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก เป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและตลาดยานยนต์ โตโยต้ายังคงมองไทยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ และกำลังยกระดับไทยไปสู่ฐานเทคโนโลยีใหม่ การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน แต่ยังสร้างโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตด้วย”

นายนฤตม์ กล่าวว่า โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยยาวนานถึง 64 ปี และได้ขยายการลงทุนเพื่อยกระดับฐานการผลิตให้รองรับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท มีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่งในไทย (สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์) ด้วยกำลังผลิต 770,000 คันต่อปี มีการจ้างงานพนักงานโดยตรง 13,000 คน โดยปัจจุบันโตโยต้าในประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีนเท่านั้น โดยใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ไป 100 ประเทศทั่วโลก โครงการลงทุนผลิต FCEV ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Multi-pathway ที่มุ่งสู่การลดคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด          

สำหรับโครงการนี้ โตโยต้าจะใช้โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานผลิตรถปิกอัพ FCEV โดยต่อยอดจากสายการผลิตรถปิกอัพ Hilux เดิม พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิตและลงทุนเพิ่มในสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน FCEV เช่น ถังเก็บไฮโดรเจน (Fuel Tank) เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แบตเตอรี่ (Battery Pack) มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตและทดสอบรถยนต์ FCEV             

“โครงการนี้มีแผนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 640 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ และชิ้นส่วนภายในรถยนต์ พร้อมทั้งจะพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้รองรับเทคโนโลยียานยนต์ FCEV และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก”


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ