
ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF - World Bank ปี 2026 โดยเน้นบทบาท 'Agenda Shaper' เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกและสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจ
การกลับมาอยู่บน “เรดาร์โลก” ของประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพการประชุม IMF - World Bank Annual Meetings 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้เกือบ 20,000 คน นับว่าเป็นตัวเลขที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ จนผู้นำองค์กรการเงินระดับโลกต่างประหลาดใจ
แต่การประชุมครั้งนี้ในกรุงเทพฯ สิ่งสำคัญกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงาน คือ บทบาทของประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นเพียง “เจ้าภาพจัดงาน” เท่านั้น แต่ยังผู้ร่วมกำหนดทิศทางและประเด็นสำคัญของโลก เป็น Agenda Shaper ผ่านกรอบแนวคิด “New Horizon: Empowering People, Building Resilience” ที่มุ่งเสริมศักยภาพคนและสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
Thairath Money มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี หนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเป็น Agenda Shaper ในครั้งนี้ ซึ่ง ดร.สันติธาร มองว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ไทยจะใช้จุดแข็งของประเทศเชื่อมโยงกับโลก นำความร่วมมือและโอกาสจากเวทีนานาชาติมาเป็นแรงผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ ตั้งแต่การดึงดูดการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจแห่งอนาคต
หนึ่งในภาพจำของการประชุม IMF - World Bank Annual Meetings ครั้งนี้ คือ การนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านรายละเอียดต่าง ๆ ภายในงาน ตั้งแต่ลายผ้าไทยที่ประดับอยู่บนผนัง ไอศกรีมไผ่ทอง ผลไม้สดที่จัดเตรียมอย่างสวยงาม ไปจนถึงถุงผ้าขาวม้าที่กลายเป็นกระแสไวรัล ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก จนประธานธนาคารโลกกล่าวขอบคุณประเทศไทยกลางเวทีประชุม
สำหรับ ดร.สันติธาร สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติ แต่สะท้อนให้เห็นว่า Soft Power ของไทยสามารถต่อยอดเป็นพลังที่สร้างความสัมพันธ์และเปิดประตูสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้
ในโลกที่กำลังเผชิญความขัดแย้งและการแบ่งขั้วระหว่างประเทศ หรือ Fragmentation ส่งผลต่อทั้งการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เวทีเศรษฐกิจโลกมักเต็มไปด้วยตัวเลขและการเจรจาที่จริงจัง
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ สิ่งที่อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างรอยยิ้ม การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และการต้อนรับที่อบอุ่น กลับมีความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยสร้างความรู้สึกไว้วางใจและทำให้ผู้คนจากประเทศที่มีจุดยืนแตกต่างกันสามารถพูดคุยและทำงานร่วมกันได้
นี่จึงเป็นจุดที่ Soft Power สามารถเปลี่ยนเป็น Hard Power พลังที่จับต้องได้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยวางบทบาทของตัวเองเป็น “Trust Connector” หรือผู้เชื่อมความไว้วางใจระหว่างประเทศต่าง ๆ
บทบาทดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ยังรวมถึงการเป็นพื้นที่เชื่อมโยงประเทศมหาอำนาจที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยกับบริษัทชั้นนำระดับโลก
ดังนั้น ในโลกที่ความขัดแย้งกำลังเพิ่มขึ้น ความสามารถในการสร้างความไว้วางใจและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันจึงอาจกลายเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น
การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะในช่วงเวลาที่มีการประชุม แต่ยังเป็นโอกาสให้ประเทศได้เร่งพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง
ดร.สันติธาร เปรียบเทียบการเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกว่า คล้ายกับการเตรียมตัวขึ้นแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ เมื่อรู้วันแสดงอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายย่อมต้องเร่งฝึกซ้อมและเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะมีเป้าหมายและกำหนดเวลาที่แน่นอน
ในทำนองเดียวกัน การที่ประเทศไทยมีเวทีระดับโลกเป็นเป้าหมาย ทำให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมีแรงผลักดันให้เร่งพัฒนาศักยภาพและแก้ไขปัญหาที่ค้างอยู่ โดยใช้การประชุมครั้งนี้เป็น Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยาในการปฏิรูปประเทศ
ตัวอย่างหนึ่ง คือ การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อกำหนดตัวชี้วัด หรือ KPI ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดทางให้ธนาคารโลกศึกษาว่า ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP และปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการทำธุรกิจได้อย่างไร เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้นในระยะยาว
หากย้อนกลับไปเมื่อ 35 ปีก่อน ในปี 1991 ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมนี้เช่นกัน ไทยได้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนของญี่ปุ่นที่เข้ามามีส่วนสำคัญในการวางรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศ
แต่สำหรับการประชุมครั้งนี้ โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริงในอีก 30 ปีข้างหน้า
กล่าวคือ ประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาแล้วผ่านออกไป โดยที่คนไทยไม่ได้รับประโยชน์มากพอ แต่ต้องเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของคนไทยและธุรกิจไทย
แนวทางหนึ่งคือการปรับเปลี่ยน KPI ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับมูลค่าเงินลงทุน มาเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Value Creation) การยกระดับผู้ประกอบการ SME การส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัย ตลอดจนการสร้างงานคุณภาพให้แก่คนไทย
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การดึงเงินลงทุนเข้าประเทศให้ได้มากที่สุด แต่ต้องทำให้การลงทุนสร้างความรู้ เทคโนโลยี โอกาสทางธุรกิจ และงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย คือการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง โดยประเทศไทยนำเสนอแนวทางผ่าน 3 หลักการ ประกอบไปด้วย “AI in All, All in AI และ AI for All”
ทั้งสามแนวทางมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การสร้างตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก การนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้ดีขึ้น
การนำ AI มาใช้ไม่ควรเป็นเรื่องของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือองค์กรที่มีเงินทุนสูงเท่านั้น แต่ต้องขยายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย SME ภาคเกษตร สาธารณสุข และบริการทางการเงินด้วย
แนวคิดหนึ่งที่มีความสำคัญคือ Small AI หรือ AI ขนาดเล็กที่พัฒนาหรือปรับให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะด้าน เพื่อให้ธุรกิจและหน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้ง่ายขึ้น เพื่อช่วยให้บริการต่าง ๆ เข้าถึงผู้คนได้ดีขึ้น
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ร้านค้าท้องถิ่นหรือธุรกิจขนาดเล็กมีเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะไม่ได้มีทรัพยากรเทียบเท่ากับบริษัทขนาดใหญ่
คำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมใน Value Chain ของอุตสาหกรรม AI โลกได้อย่างไร?
แม้ Data Center จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญที่ไทยกำลังให้ความสนใจ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรม AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างศูนย์ข้อมูลเท่านั้น เพราะยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ (Power Electronics) เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonic) และเซนเซอร์ ซึ่งล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โจทย์ของไทยจึงอยู่ที่การต่อยอดความสามารถที่มีอยู่ เพื่อให้ประเทศเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ได้มากขึ้น ไม่ใช่จำกัดบทบาทตัวเองไว้เพียงการรองรับโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น
นอกเหนือจากภาคธุรกิจ AI ยังสามารถเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาบริการภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเพื่อให้การจัดสรรสวัสดิการและความช่วยเหลือแก่ประชาชนตรงกับความต้องการมากขึ้น
หากภาครัฐมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันและสามารถนำ AI มาใช้วิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้การระบุผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และลดโอกาสที่ประชาชนบางกลุ่มจะตกหล่นจากระบบสวัสดิการ
แม้การลงทุนในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะมีความสำคัญ แต่การทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของกำลังคนด้วย
ดร.สันติธาร กล่าวถึง บทเรียนจากโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ โดยชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการพัฒนาทักษะแรงงานในรูปแบบเดิม ปัญหาสำคัญคือการพัฒนาทักษะแบบ Supply-Driven หรือการออกแบบหลักสูตรจากมุมมองของผู้จัดการศึกษาและผู้ฝึกอบรมเป็นหลัก โดยไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
ผลที่ตามมาคือ แม้จะมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรม แต่ผู้เรียนอาจไม่สามารถนำทักษะที่ได้รับไปใช้สมัครงานได้จริง หรือแม้แต่มีงานทำแล้ว ก็อาจไม่ได้รับรายได้เพิ่มขึ้นจากการเรียนรู้เหล่านั้น
ประเทศไทยจึงผลักดันแนวคิด “SkillBridge” ซึ่งเปลี่ยนมาใช้แนวทาง Demand-Driven หรือการพัฒนาทักษะโดยเริ่มจากความต้องการของตลาดแรงงาน หลักการสำคัญคือการนำโจทย์จากนักลงทุนและบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมาร่วมออกแบบหลักสูตร เพื่อให้ทักษะที่คนไทยเรียนรู้ตรงกับความต้องการของนายจ้างมากขึ้น
อุตสาหกรรมเป้าหมายประกอบด้วยเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสสร้างงานและความต้องการทักษะใหม่ ๆ ในอนาคต
เป้าหมายของ Skill Bridge คือการทำให้ผู้เรียนมีโอกาสได้งานและมีรายได้สูงขึ้นหลังจบหลักสูตร โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเรียนทักษะที่ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการ
นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะยังไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องขยายไปถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานและ SME ในประเทศด้วย เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้
แนวทางนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงการลงทุน การพัฒนาคน และความต้องการของตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน โดยมุ่งให้การพัฒนาทักษะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ทั้งโอกาสในการทำงานและรายได้ของประชาชน
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney