ผ่าปัญหาประเทศไทยเมื่อหนี้ท่วม 2 มิติ “หนี้ครัวเรือน-หนี้สาธารณะ” สู่ข้อจำกัดการคลัง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ผ่าปัญหาประเทศไทยเมื่อหนี้ท่วม 2 มิติ “หนี้ครัวเรือน-หนี้สาธารณะ” สู่ข้อจำกัดการคลัง

Date Time: 16 ต.ค. 2569 18:07 น.

Video

เมื่อ SME ต้องปรับตัวให้ทันโลก: 3 บทบาท Krungsri SME สู่ Trusted Partner | On The Rise EP.28

“Summary“

สภาพัฒน์และ IMF คาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 จะเติบโตอยู่ที่ระดับ 2.0-2.5% และ 2.1% ตามลำดับ โดยมีแรงหนุนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI

  • หนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 16.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 85.2% ต่อ GDP สะท้อนภาระหนี้ที่ยังคงกดดันการบริโภคของประชาชน
  • หนี้สาธารณะคงค้างของไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 67.94% ต่อ GDP ซึ่งใกล้แตะเพดานหนี้ที่ระดับ 70% ส่งผลให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และโครงการคลินิกแก้หนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยเหลือลูกหนี้ในระยะยาว
  • กระทรวงการคลังยืนยันไทยมีเสถียรภาพทางการคลังที่แข็งแกร่งด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงกว่าหนี้ระยะสั้นเกือบ 3 เท่า เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยปี 2569 ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน ยังมีทั้งความหวังและความเปราะบางซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเรื่องหนี้ที่ไทยเจอปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะของไทยเกือบติดเพดาน… 

ทั้งสองเรื่องนี้กลายเป็นข้อจำกัดที่กระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน และการทำมาตรการของภาครัฐ ทว่าโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือเราต้องเดินไปข้างหน้า เศรษฐกิจต้องเติบโตเราจะรับมือความท้าทายเหล่านี้อย่างไร? 

GDP ปี 2569 ดูดีขึ้น แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี 2569 ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ในช่วง 2.0 - 2.5% ขณะที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศรับเป้าหมายการเติบโตของไทยขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่า GDP ไทยปี 69 อยู่ที่ 2.1% จากการคาดการณ์ก่อนหน้าที่อยู่ราว 1.9% ส่วนหนึ่งเพราะได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีและ AI 

แม้จะมีข่าวดีที่ GDP จะเพิ่มขึ้นในปี 2569 ทว่าถ้ามองถึงปี 2570 GDP ไทยอาจชะลอลงเพราะหลายฝ่ายมองว่า ผลดีจากมาตรการที่รัฐออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอาจมีผลเพียงระยะสั้น ซึ่งไทยยังมีความท้าทายหลัก ปัญหาเชิงโครงสร้าง สังคมสูงวัยที่ทำให้แรงงานหดตัวลง รวมถึงปัญหาหนี้ 2 มิติ 

“กับดักหนี้” ที่ทำให้คนไทยและรัฐยังเหนื่อย

มิติแรกคือปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ให้เห็นว่ายอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทย ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 สูงถึง 16.4 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากยังมีกระแสเงินสดที่ตึงตัว

ขณะที่ หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 85.2% ถือว่าอยู่ในระดับสูงและอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่าย รวมถึงการบริโภคของครัวเรือน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ตัวเลขที่ออกมาล่าสุดจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 86.0% แต่ภาระหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ของครัวเรือนยังไม่ได้ผ่อนคลายลง เพราะนับตั้งแต่ปี 2566 คนไทยยังมีหนี้สูงกว่ารายได้ราว 1.5 เท่า (ยอดหนี้ครัวเรือนยังสูงถึงประมาณ 1.5 เท่าของรายได้ฯ ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2566)

มิติที่สองคือปัญหา “หนี้สาธารณะ” ข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ณ 31 ส.ค. 2569 หนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP อยู่ที่ 67.94% ซึ่งถือว่าเข้าใกล้เพดานหนี้ฯ ที่ระดับ 70% จนช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวถึงการเพิ่มเพดานหนี้ขึ้นไปอีก เพื่อให้คลังมีพื้นที่มากขึ้นในการรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด 

ฝั่ง KKP Research วิเคราะห์ว่าอัตราส่วนหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าใกล้เพดานกฎหมายที่ 70% ต่อ GDP ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายการคลังจำกัด ท่ามกลางราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจไทยเจอผลกระทบจนโตช้าลง ก็อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นด้วย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองว่าภาครัฐจะเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร 

ทางออกของไทยเมื่อเจอหนี้ 2 ด้าน

สำหรับคำถามว่าแล้วปีนี้ปัญหาหนี้ของไทยจะดีขึ้นไหม ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สิ้นปี 2569 หนี้ครัวเรือนต่อ GDP อาจลดลงมาที่ 84.0% (จาก 86.8% ณ สิ้นปี 2568) สาเหตุเพราะยอดหนี้อาจโตช้ากว่าการเติบโตของ Nominal GDP ขณะเดียวกันภาคครัวเรือนอาจเจอปัญหารายได้-สภาพคล่องที่ตึงตัว รวมถึงมีข้อจำกัดในการก่อหนี้ใหม่และภาระหนี้เดิมก็อาจยังคงกดดันกำลังซื้อซึ่งจะกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมาต่อเนื่อง โดยมีมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุมปัญหาหนี้ในแต่ละจุด เช่น สนับสนุนให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย, โครงการคลินิกแก้หนี้เพื่อดูแลกลุ่มคนมีหนี้เสียให้ปรับตัวและลุกขึ้นมาได้, การรวมหนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถลดภาระดอกเบี้ยลง และบริหารหนี้ที่มีอยู่ได้ง่ายขึ้น ฯลฯ แต่ผลของโครงการเหล่านี้ยังติดตามผลลัพธ์ในระยะยาวซึ่งเชื่อว่า ธปท. จะยังขยายมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ

ในส่วนของหนี้สาธารณะ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยกล่าวไว้ว่า สถานการณ์ของไทยในปัจจุบันมีความแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 อย่างมาก เพราะไทยได้ถอดบทเรียนและเดินหน้าแก้ไขเพื่อให้มีเสถียรภาพทางการคลัง โดยปัจจุบันไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ระยะสั้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยง

สุดท้ายนี้ KKP Research มองว่าโจทย์สำคัญในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ คือ การเพิ่มประสิทธิผลและความคุ้มค่าของรายจ่ายทางการคลัง โดยต้องเริ่มปฏิรูปรายได้ภาษี การปฏิรูปขนาด ขณะเดียวกันสิ่งที่ภาครัฐควรทำคือการออกมาตรการที่เฉพาะกลุ่มเพื่อให้ตรงกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง

ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ธปท., สภาพัฒน์, สบน.



ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ