
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปรียบประเทศไทยเป็นเรือลำเล็กที่กำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจโลก ชี้ต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ เพื่อรับมือความผันผวนจากภายนอก พร้อมช่วยครัวเรือนเปราะบางและธุรกิจเอสเอ็มอีปรับตัวให้ทันโลกเศรษฐกิจยุคใหม่
นายเอกนิติกล่าวในเวทีเสวนา Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ระหว่างการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ครั้งที่ 81 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสร้างรากฐานที่มั่นคงจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประเทศสามารถรับแรงกระแทกจากภายนอกและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้
สำหรับมรสุมสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจไทยมี 4 ด้าน ได้แก่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับมาก ส่งผลให้ครัวเรือนต้องรับภาระค่าครองชีพ ขณะที่ภาคธุรกิจมีต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้น ด้านที่สองคือความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสให้ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับระเบียบเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป
ปัจจัยที่สามคือความผันผวนของผลตอบแทนในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะภาวะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการค้าและการผลิต แม้ธุรกิจจำนวนหนึ่งจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันก็เสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นายเอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะเรือลำเล็กจำเป็นต้องทำให้เรือมีความแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานกระแสลม โดยหัวใจสำคัญคือการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเป็นเกราะป้องกันแรงกระแทกจากภายนอก อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่สภาพเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอก การเตรียมความพร้อมและช่วยให้กลุ่มเปราะบางปรับตัวได้จึงเป็นส่วนสำคัญของการรับมือความเปลี่ยนแปลง
ด้านนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง ขณะที่การพึ่งพา AI เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเตือนว่าการประเมินประโยชน์จากเทคโนโลยีในระยะสั้นสูงเกินจริง อาจนำไปสู่ความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อเสถียรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัว 3.1% “ความสามารถในการรับมือแรงกระแทกของเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ประเทศต่างๆ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมด้านการคลัง ลดภาระหนี้สิน และเสริมสร้างรากฐานเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง”