
IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวที่ 3.1% โดยกลุ่มประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI และผู้ส่งออกพลังงานมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่ากลุ่มประเทศรายได้ต่ำ
กรุงเทพฯ กำลังมีงานใหญ่อย่าง IMF - World Bank Annual Meetings 2026 เป็นการประชุมสำคัญที่บอกว่าเศรษฐกิจโลกจะไปทางไหน และเราทุกคนต้องเตรียมรับมือกับอะไร
วันนี้ Thairath Money ชวนสรุปเรื่องสำคัญที่ต้องรู้จาก Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในช่วง IMF Managing Director Press Briefing มาไว้ที่นี่แล้ว
Kristalina เล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกยังคงปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น แม้จะเจอกับปัจจัยฉุดรั้งในหลายด้านซึ่งเกิดบ่อยขึ้น (เช่น ความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น) ขณะที่กันชนที่คอยแบกรับแรงกระแทกด้านราคาพลังงานและการคลังในหลายประเทศเริ่มลดลง ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นมาอยู่ระดับสูง และอีกหลายปัจจัยที่นำสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จนเพิ่มต้นทุนในการชำระหนี้
เรียกว่าท่ามกลางราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง และความต้องการจากการพัฒนาด้าน AI ยังช่วยพยุงการเติบโตไว้ได้ ส่งผลให้ปี 2569 นี้คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก (GDP) จะอยู่ที่ 3.1% แต่ต่ำกว่าช่วงก่อนหน้าและ แน่นอนว่าแต่ละประเทศจะเติบโตต่างกัน
กลุ่มประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI ที่เอเชียมีอยู่ไม่น้อย เช่น ไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และประเทศผู้ส่งออกพลังงานมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำและเปราะบางจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น และอาจคงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด จะกดดันต้นทุนการชำระหนี้ ซึ่งอาจซ้ำเติมกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบาง
Kristalina เล่าว่า แม้หลายประเทศจะปรับตัวรับกับความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนฯ สูงขึ้น แต่สิ่งที่หลายประเทศต้องเร่งทำเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน คือ การสร้างความแข็งแกร่งด้านการคลัง เพราะความสามารถในการรับมือวิกฤตมีข้อจำกัด ดังนั้นรัฐต้องมองเรื่องการหารายได้ และสร้างกันชนทางเศรษฐกิจ รวมถึงคัดสรรการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้เมื่อภาวะหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ภาครัฐควรมีมาตรการ หรือนโยบายที่ตรงจุดเพื่อช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มเปราะบาง มากกว่าการแทรกแซงกลไกราคา ส่วนนโยบายการเงินมองว่ายังค่อนไปทาง Hawkish และต้องมีเสถียรภาพ
ในส่วนของ AI ที่ความต้องการในการพัฒนายังเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยหวังว่าจะมาเพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้เข้าถึงการเงินดิจิทัล แต่ต้องระมัดระวังต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งรวมความเสี่ยงด้านไซเบอร์
แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฯ จะเพิ่มขึ้น อาจกระทบต่อกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยให้มีต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าการเงินยังอยู่ในจุดที่เติบโตได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งทำคือ การยกระดับการเติบโตด้านพื้นฐานมหภาค เพื่อรองรับแรงกระแทกในอนาคต
ประเทศไทยยังควรเดินหน้าความร่วมมือกับอาเซียนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว เพราะอาเซียนเป็นตลาดที่มีความหลากหลาย มีแรงงานหนุ่มสาวและคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ทว่าจากตัวเลขการค้าภายในประเทศอาเซียนยังอยู่เพียง 22% ต่างจากภูมิภาคยุโรปที่มีการค้าระหว่างกันถึง 60%
ในด้านการลงทุนและพัฒนา AI มองว่าสิงคโปร์ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพราะได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนใน AI และมีแผนการรองรับความเสี่ยงด้าน AI อย่างต่อเนื่องซึ่งสะท้อนว่าความมั่นคงทางไซเบอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney