
ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ภาครัฐยุติการสนับสนุนธุรกิจ SME ที่แข่งขันไม่ได้ เพื่อจัดสรรทรัพยากรไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพและอนาคต หลังพบอัตราการใช้กำลังการผลิตไทยทรงตัวที่ 60%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 วานนี้ (13 ต.ค.) มีการจัดเสวนาพิเศษ “Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth” ย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี พร้อมวางโจทย์การเติบโตรอบใหม่ของประเทศ
โดยประเด็นสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นปัญหาภาคอุตสาหกรรมไทยว่า ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับ 60% มาตลอด ทำให้ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องยอมรับความจริงและเปิดทางให้ “Zombie SMEs” หรือธุรกิจที่แข่งขันไม่ได้ออกจากระบบอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเปิดพื้นที่และถ่ายโอนทรัพยากรไปสู่ “Firm of the Future” หรือธุรกิจแห่งอนาคต
สอดรับกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า ระบบการเงินและภาครัฐไม่สามารถช่วยเหลือ SME ได้ทุกรายอีกต่อไป เห็นได้จากยอดคงค้างสินเชื่อ SME ปรับลดลงต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาสล่าสุดติดลบ 4.4% และแม้แต่กลุ่ม SME ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ก็เข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เท่านั้น ชี้ชัดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่สภาพคล่องในระบบธนาคาร แต่อยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเศรษฐกิจจริง ทำให้ ธปท. ต้องปรับแนวทางมาเลือกสนับสนุนเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพแข่งขันได้จริง
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ฉายภาพยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระลอกใหม่ (Next Takeoff) โดยเปรียบคลื่นเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ว่า เหมือนกับรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะเทียบชานชาลา แต่มีห้องและประตูเปิดรับจำกัด ขณะที่มีคนไทยยืนรออยู่บนชานชาลาจำนวนมาก โจทย์ใหญ่ประเทศ จึงต้องเร่งเปิดประตูให้คนไทยและ SME เข้าไปในขบวนรถไฟผ่านโครงการ SkillBridge ดึงเงินลงทุนต่างชาติเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในไทย เพื่ออัปสกิลแรงงานป้อนอุตสาหกรรมอนาคต ควบคู่กับสังคายนากฎหมาย เช่น การปลดล็อกใบอนุญาตทำงานของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพื่อเปิดรับบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลกมาร่วมพัฒนาประเทศ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค วงเสวนาได้สะท้อนความย้อนแย้งตลอด 35 ปี นับตั้งแต่ปี 2534 สู่ปี 2569 โดยนายเอกนิติ ชี้ว่า ปัจจุบันไทยมีเสถียรภาพทางการเงินและการคลังระดับแนวหน้า มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเกือบ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.4% ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 5% ขณะที่นายวิทัย ระบุว่า อัตราการเติบโตของไทยปรับลดระดับลงเป็นขั้นบันไดหลังผ่านพ้นวิกฤตแต่ละรอบ จากเดิมที่เคยเติบโตเกิน 7% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่หลังโควิด-19 ในปีนี้คาดว่าจะโตได้ 2.1–2.3% และการชะลอตัวดังกล่าวเป็นผลจากกับดักเชิงโครงสร้าง ทั้งสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และผลิตภาพต่ำ