
IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโต 3.1% โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
โควิด-19 สงครามตะวันออกกลาง และการค้าโลกที่เปลี่ยนไป จากเหตุการณ์เหล่านี้สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงไทยมาต่อเนื่อง แต่หลังจากนี้ทิศทางและแนวโน้มการเติบโตจะไปทางไหน? มาหาคำตอบจากการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ กัน
Silvana Tenreyro หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวถึงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดในเดือน ต.ค. 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 นี้คาดว่าจะชะลอการเติบโตลงมาอยู่ที่ 3.1% ส่วนหนึ่งเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจาก การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลกซึ่งเกิดขึ้นหลังจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย โดยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.7%
ทั้งนี้ ประเมินว่ามี 3 ความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองคือ
1. ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่ง และการส่งออกในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจาก Climate Change ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
2. การเกิดขึ้นของ AI แม้ว่าจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เพราะมีบทบาทต่อการค้าโลก และต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ แต่ยังเห็นการกระจุกตัวในบางประเทศหรือบางบริษัท ทำให้เกิดปัญหาคอขวดขึ้น ขณะเดียวกันความเสี่ยงและภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ยังเพิ่มขึ้นด้วย
3. นโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น เพราะช่วงที่ผ่านมารัฐบาลต่างๆ ต้องก่อหนี้เพื่อรับมือสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น โควิด-19 ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังมีน้อยลงมากเมื่อเทียบกับในอดีต ส่วนนี้กลายเป็นข้อจำกัดและอาจลดความสามารถในการรับมือวิกฤตในอนาคต
ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกถือว่ายังฟื้นตัวได้ไว และสามารถรับมือสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีข้อจำกัด ดังนั้นในด้านนโยบายการเงินอาจเห็นการเข้มงวดเพื่อรับมือเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนควรขยับจากการตั้งรับไปสู่การสร้างกระสุนทางการคลังให้พร้อมรับมือ Shock (หรือการหยุดชะงัก) ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะด้านพลังงาน การผลิต รวมถึงมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นผ่านการออกมาตรการที่ตรงจุดและตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ปี 2570 คาดว่าสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นเพราะเห็นการปรับตัวในหลายด้านโดยคาดว่า GDP หรือการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ 3.4% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.1%
ตั้งแต่ต้นปี 2569 ถ้าดูจากตัวเลข GDP อาจเป็นภาพที่ดีขึ้น เพราะ IMF ปรับขึ้นคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมาต่อเนื่องจาก 1.5% ขยับขึ้นเป็น 1.9% และในรายงานฉบับล่าสุด (ต.ค. 2569) ขึ้นมาสู่ระดับ 2.1% ทาง Silvana เล่าว่า ส่วนหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวรับกับเทรนด์ AI ที่เกิดขึ้นในเอเชีย
ในภาพรวมเอเชียถือว่าเศรษฐกิจเติบโตแรงที่สุด โดย IMF ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นในหลายประเทศเพราะประเมินผลดีจากการพาตัวเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานด้าน AI และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น จีน (4.5%), อินเดีย (7%), มาเลเซีย (4.7%) รวมถึงไทย (2.1%) หากเทียบกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ที่ปี 2569 จะขยายตัวที่ 3.8%
จากรายงานล่าสุดของ IMF พบว่าไทยยังมีส่วนใน AI-related hardware เหมือนที่ไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้มีส่วนแบ่งการตลาดในด้านนี้ ขณะที่ GDP ไทยปี 2569 ที่ IMF ปรับเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่ออกมาใช้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ รวมถึงการส่งออกและการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ยังเติบโต
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney