
สศอ. ปรับเกณฑ์คำนวณ MPI ใหม่โดยรวมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และ Optical Transceiver เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างการผลิตปัจจุบันได้แม่นยำขึ้น
เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตแค่ไหน หนึ่งในสิ่งที่ทุกฝ่ายมักจะพูดถึงคือ GDP หรือ Gross Domestic Product ที่จะวัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ พูดง่ายๆ คือ GDP เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่จะบอกว่าประเทศไทยมีรายได้รวมเท่าไรและเติบโตขึ้นแค่ไหน ซึ่งภายใต้ตัวเลข GDP จะคำนวณมาจากหลายด้านทั้งรายรับ (เช่น การส่งออก ฯลฯ) รายจ่ายของภาครัฐ ภาคเอกชน ดังนั้นถ้าตัวเลขข้างในมีการเปลี่ยนนิยามก็อาจสะท้อนไปถึง GDP
ล่าสุด ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม MPI Index จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เรื่องนี้จะส่งผลต่อ GDP ไทยแค่ไหน
เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือ ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีตัวเลขที่ต้องจับตามองคือ Manufacturing Production Index (MPI) เป็นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ออกมาเป็นรายเดือน ซึ่งสะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม, ยานยนต์, ปิโตรเลียม ฯลฯ แต่ปัจจุบันโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักของไทยเริ่มเปลี่ยนไป มีทั้งธุรกิจเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI เข้ามา แต่สิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกนับใน MPI ดังนั้น หลายคนจึงตั้งคำถามว่า MPI ยังสะท้อน GDP ภาคอุตสาหกรรมไทยได้แค่ไหน
ศุภโชค ถาวรไกรวงศ์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยให้ข้อมูลว่า ภายหลังวิกฤตอุทกภัยปี 2554 ทั้งผู้วิเคราะห์และผู้วางนโยบาย เริ่มมองว่าดัชนี MPI ไม่สามารถบ่งชี้ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ดังเดิมซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของประเทศ
แม้ดัชนี MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมอาจมีความผิดปกติได้ในบางช่วงเวลา ทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงโครงสร้างการผลิต หรือปัจจัยพื้นฐานที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนี MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรม ทว่าสิ่งที่มีผลมากกว่าคือ “วิธีที่ดัชนี MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมถูกสร้างขึ้น” ซึ่งใครจะใช้ MPI ในการวิเคราะห์ข้อมูลต้องตระหนักถึงสิ่งนี้
ล่าสุดต้นทางผู้ออกตัวเลข MPI อย่าง สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประกาศปรับเกณฑ์การคำนวณดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยจะปรับให้สะท้อนกับโครงสร้างอุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทยที่เปลี่ยนไป โดยจะรวมส่วนของ AI, Electronic ฯลฯ เข้ามามากขึ้น เช่น Optical Transceiver, UPS รวมถึงเพิ่มตัวอย่างโรงงาน Integrated Circuit
ทั้งนี้ ทางบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KSecurities ยังสรุปมาว่า หลังจาก สศอ. ปรับใช้เกณฑ์ใหม่ MPI เพิ่มขึ้นเป็น 103.43 จากเดิม 96.04 และล่าสุดยังปรับเป้า MPI ประเทศไทยปี 2569 ขึ้นจาก 0-0.5% เป็น 2.75-3.75% รวมถึงปรับ GDP อุตสาหกรรมขึ้นเป็น 0.8-1.8%
KSecurities มองว่า การปรับ MPI ครั้งนี้จะสร้างผลบวกให้ GDP ไทยปรับเพิ่มขึ้นจากแรงส่งของฝั่งอุตสาหกรรมการผลิต และ Private Investment โดยต้องติดตามสภาพัฒน์ว่าจะปรับ GDP ประเทศไทยขึ้นจากปัจจัยนี้หรือไม่ ซึ่งหากมีการปรับขึ้นเชื่อว่าจะสร้าง Sentiment ที่ดีต่อตลาดหุ้นโดยตรง และจะลดทอนความกังวลเรื่อง Transhipment กับสหรัฐฯ
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยในการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ว่า การปรับตัวเลข MPI อาจสะท้อนผลลัพธ์ต่อ GDP มีโอกาสทั้งขึ้นและลง จากล่าสุดที่ MPI ขึ้นมาอยู่ที่ 4% กว่า จากเดิมที่ติดลบ
ดังนั้น จากการปรับนิยาม MPI นี้ สภาพัฒน์จะรอติดตามว่าหน่วยงานต้นทาง Revise MPI ไปแค่ไหน และทางสภาพัฒน์ก็จะปรับตาม ซึ่งอาจต้องปรับตัวเลขในภาพรวม Revise ย้อนไปถึงไตรมาส 1/2569 ซึ่งคาดว่าช่วงต้นปี 2570 ที่มีการแถลงเรื่อง GDP ไตรมาส 4 ปี 2569 และทั้งปี จะมีการ Revise ตัวเลขให้สอดคล้องกัน
อ้างอิงข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย, บล.บัวหลวง, KSecurities
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney