
ททท. เตรียมต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมระดับโลกกว่า 15,000-20,000 คน ในการประชุม IMF-World Bank ปี 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงแผนการรองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า งานนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติและเป็นโอกาสครั้งสำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย โดย ททท. ได้เตรียมใช้โอกาสจากเวทีระดับโลกนี้ ต่อยอดศักยภาพของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการจัดอีเวนต์ระดับโลก (World Event Hub & Global Tourism Destination) ในระยะยาว
“เรากำลังต้อนรับผู้นำทางการเงิน ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง ซีอีโอภาคการเงิน และสื่อมวลชนรวมกว่า 15,000 – 20,000 คน จากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่มีอัตราการใช้จ่ายต่อวันสูงกว่าปกติหลายเท่า ส่งผลดีโดยตรงต่อโรงแรมหรูระดับ 4-5 ดาว กว่า 20-30 แห่งในพื้นที่ใจกลางเมือง รวมถึงร้านอาหารและภาคขนส่ง ยิ่งไปกว่านั้น การรองรับผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูงจากทั่วโลกครั้งนี้ จะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ความพร้อมของไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ประชุม การบริหารจัดการสนามบิน และความปลอดภัยระดับเกรด A ซึ่ง ททท. จะใช้ความสำเร็จนี้เป็นพอร์ตโฟลิโออ้างอิง เพื่อดึงดูดงานประชุม เมกะอีเวนต์ คอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาระดับโลก เข้ามาจัดในไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต”
อัดแพ็กเกจดึงท่องเที่ยวไทยต่อ
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า เพื่อตักตวงเม็ดเงินจากผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตามซึ่งมีกำลังซื้อสูงมาก ททท. ได้วางกลยุทธ์ดึงดูดให้คนกลุ่มนี้ขยายเวลาพำนักในไทย เพื่อท่องเที่ยวต่อแบบ Bleisure (Business + Leisure) ทั้งก่อนและหลังการประชุม โดยได้ร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวชั้นนำและสมาคมท่องเที่ยว ออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวระยะสั้นเฉพาะกลุ่ม 2–4 วัน ชูจุดขายเมืองท่องเที่ยวระดับพรีเมียมใกล้กรุงเทพฯ เช่น อยุธยา พัทยา หัวหิน และเมืองท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย
โดยนำเสนอประสบการณ์แบบ Exclusive ทั้งทริปสุขภาพและความงามระดับไฮเอนด์ การออกรอบสนามกอล์ฟระดับโลก การเช่าเรือยอช์ต และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขั้นสูงพร้อมไกด์เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ ตลอดจนเสนอแพ็กเกจ Fast-Track และสิทธิพิเศษวีไอพีร่วมกับสายการบินและโรงแรมชั้นนำ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนวันเดินทางกลับ พร้อมมอบส่วนลดบริการพรีเมียมแก่ผู้ติดตาม อาทิ เวิร์กช็อปหัตถศิลป์ไทยและคลาสเรียนทำอาหารไทย เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าร่วมงานให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางซ้ำในอนาคต อีกทั้งความเชื่อมั่นด้านระบบสาธารณูปโภคและนวัตกรรมดิจิทัล จะช่วยขยายผลดึงดูดกลุ่มคนทำงานทางไกล (Digital Nomad) และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (Expat) ให้เข้ามาพำนักระยะยาวในไทยเพิ่มขึ้น
ชูซอฟต์พาวเวอร์ปั๊มรายได้
ขณะเดียวกัน ในด้านการผลักดัน Soft Power และการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก ททท. วางแผนสอดแทรกอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างแนบเนียน ผ่านการนำเสนออาหารไทยภายใต้แนวคิด The Wholesome Taste of Thai และรูปแบบ Fine Dining โดยนำวัตถุดิบท้องถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากทั่วประเทศ มารังสรรค์ในงานเลี้ยงต้อนรับและจุดบริการอาหาร เพื่อบอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมอาหาร เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และกระจายรายได้สู่เกษตรกรท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังจัดพื้นที่สาธิตและให้บริการนวดไทยต้นตำรับ นวดแพทย์แผนไทย และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเวลเนสมาตรฐานสากลภายในบริเวณงาน รวมถึงบูรณาการนำผ้าทอมือไทย สินค้าโครงการหลวง และงานหัตถกรรมท้องถิ่นมาใช้ในการตกแต่งสถานที่ มอบเป็นของขวัญที่ระลึกอย่างเป็นทางการ และเปิดโซนออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน เพื่อส่งตรงเม็ดเงินสู่ชุมชนฐานราก เกิดผลกระทบตัวคูณทางเศรษฐกิจกระจายตัวลงสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรม ทั้งงานออแกไนเซอร์ นวัตกรรมเทคโนโลยี การจัดดอกไม้ตกแต่ง ไปจนถึงการจ้างงานบุคลากรภาคบริการนับหมื่นอัตรา
ต่อยอดประเทศไทยสู่ฮับอีเวนต์โลก
ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อสร้างความประทับใจแบบไร้รอยต่อ ททท. ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ทอท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงคมนาคม จัดตั้งช่องทางพิเศษ ณ ท่าอากาศยาน และประสานงานระบบขนส่งเชื่อมต่อสนามบิน โรงแรม และสถานที่ประชุมอย่างสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ควบคู่ไปกับการยกระดับความเชื่อมั่นภายใต้โครงการ Thailand Safe Travel Stamp ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมหอการค้าไทย กรมการท่องเที่ยว กรมอนามัย และตำรวจท่องเที่ยว พร้อมทั้งผลักดันผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ไปจนถึงห้างสรรพสินค้า เข้าร่วมการประเมินตามเกณฑ์เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน 17 ประการ ผ่านโครงการ STGs STAR เพื่อสร้างความมั่นใจด้านการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย ตลอดจนรณรงค์แคมเปญเจ้าบ้านที่ดี ร่วมกับภาคประชาชน ร้านค้า และผู้ให้บริการรถสาธารณะ ร่วมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและความซื่อสัตย์
ทั้งนี้ ททท. จะใช้กระแสความประทับใจและความเชื่อมั่นระดับสากลจากงานนี้ ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางไมซ์ระดับโลก (World-Class MICE Hub) และยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง (High Value Tourism) โดยเฉพาะการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและชะลอวัย (Wellness & Longevity Hub) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับพรีเมียมอย่างยั่งยืนต่อไป