
พาณิชย์ดึง 43 สถานทูตในไทย ร่วมดูแลนักลงทุนต่างชาติ ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดที่มีคนต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 0.01-100% กว่า 1 แสนบริษัท รวม 48 สัญชาติ ให้ช่วยสอดส่องพฤติกรรม แต่ย้ำไม่ได้หมายความว่าทั้งแสนรายมีพฤติกรรมนอมินี หรือทำผิดกฎหมายไทยแล้ว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเดินหน้าป้องกันและปราบปรามนอมินี หรือคนไทยทำธุรกรรมอำพรางแทนคนต่างด้าว เพื่อให้ทำธุรกิจในไทยโดยเลี่ยงปฏิบัติตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ.2542 ว่า กรมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ได้ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติหรือมีผู้ถือหุ้นสัญชาติต่างๆ ร่วมลงทุนกว่า 100,000 ราย ไปให้ 43 สถานทูตประจำประเทศไทย รวม 48 สัญชาติ
ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลและจะได้ร่วมกันดูแลและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจ/นักลงทุนสัญชาติของตน รวมทั้งเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายการประกอบธุรกิจในประเทศไทย เชื่อว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลทุกประเทศที่พร้อมสนับสนุนคนในชาติ ทำธุรกิจด้วยความถูกต้องในประเทศอื่นๆ
สำหรับข้อมูลที่ส่งให้สถานทูตต่างๆ แยกตามสัดส่วนการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติเป็น 3 ช่วง คือ 1.ต่างชาติถือหุ้น 0.01 - 49.99% 2.ต่างชาติถือหุ้น 50.00 - 99.99% และ 3.ต่างชาติถือหุ้น 100% แต่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นทั่วไปจากการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของกรม ไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจหรือนักลงทุนเหล่านี้ กระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือกระทำความผิดกรณีนอมินีแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม กรมพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่นักธุรกิจและนักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยโดยสุจริต และขอฝากถึงผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติที่ประสงค์เข้ามาประกอบธุรกิจในไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุน ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนคนไทยที่มีพฤติกรรมนอมินี อยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว และเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
“คนไทยที่มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินี อำพรางให้ชาวต่างชาติ จะถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 -1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน”