ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงใน “11 ปี” เป็นจริงได้แค่ไหน? เจาะลึกผ่านมุมมองของ ADB

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงใน “11 ปี” เป็นจริงได้แค่ไหน? เจาะลึกผ่านมุมมองของ ADB

Date Time: 23 ก.ย. 2569 17:00 น.

Video

วิธีเสียภาษีหุ้นนอกน้อยที่สุด & เทคนิคโอนเงินกลับไทย กับ TaxBugnoms x TISCO | Money Issue EP.75

Summary

ADB ชี้ไทยมีโอกาสเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2580 หากเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจและดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่เข้ามาลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

  • โจทย์สำคัญของไทยคือการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Productivity) เพื่อรับมือกับปัญหาจำนวนประชากรที่ลดลงจากสังคมสูงวัย
  • ADB ปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.0% จากแรงหนุนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชน แต่ปรับลดปี 2570 เหลือ 1.9%
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อภาคเกษตรกรรม
  • การดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เช่น Data Center ต้องมาพร้อมกับการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการใช้ทรัพยากรและสร้างการจ้างงานในประเทศ

Latest


ไทยอยู่ในวังวนการเป็น “ประเทศรายได้ปานกลาง” มานาน แต่จากความตั้งมั่นของภาครัฐและเอกชนได้ประกาศเป้าหมายใหม่ที่ภายในปี 2580 หรือนับจากนี้อีก 11 ปี ไทยจะก้าวสู่ “ประเทศรายได้สูง” ก่อนจะไปถึงจุดนั้นไทยต้องเผชิญอุปสรรคหรือความท้าทายแบบไหนมาลองฟังมุมมองจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB กัน

ไทยจะไปสู่ “ประเทศรายได้สูง” ยากแค่ไหน

จากคำถามของ Thairath Money ที่ว่า ถ้าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับปัจจุบัน มีปัจจัยต่างๆ เหมือนเดิม เป็นไปได้แค่ไหนที่ไทยจะกลายเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2580 ทาง “ชิดชนก อันโนนจารย์” เศรษฐกร ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย ให้มุมมองว่า อาจเกิดขึ้นได้ยากเพราะการปฏิรูป และการทำให้เกิดผลลัพธ์ขึ้นจริงทั้ง Ecosystem ต้องใช้เวลา แต่ยังมีโอกาสเป็นไปได้ที่ไทยจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงตามเป้าหมายนั้น

“ในช่วง 11 ปีข้างหน้า ถ้า (ไทย) Reform อย่างจริงจัง ถ้าประเทศเราไม่เกิด Accident อะไร สมมุติมี High Tech industry เข้ามาไทย ซึ่งเราสามารถ pick up ได้เร็วเหมือนช่วงสมัยก่อน 50-60 ปีก่อนที่อุตสาหกรรมรถยนต์สร้าง Local Supplier จนเกิดการจ้างงานจริงจน ecosystem ทุกอย่างพร้อม” ชิดชนก กล่าว

โอกาสในการที่ไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง “มาแล้ว” แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสร้างอย่างไร โดยเฉพาะการดึงดูด New Economy New technology ให้เกิดขึ้นในไทยไม่ว่าจะ Healthcare, Technology ใหม่ๆ อย่าง Data Center ไปจนถึงการเกษตรหรือ Agriculture ที่ไทยมีจุดเด่นจากทรัพยากรดั้งเดิม มีนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมอาหารที่ได้มาตรฐานและโดดเด่นกว่าประเทศอื่นๆ ทว่าเรื่องการเกษตรยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพอากาศ ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวโจทย์คือต้องเพิ่มมูลค่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น และสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นในประเทศ ต่างจากรูปแบบการบริการเดิมๆ ที่เป็นมา

อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ของไทย ที่จะเปิดกว้างให้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา แต่ต้องมีมาตรฐานในการควบคุมและจัดระเบียบเพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อประชาชน เช่น กรณี Data Center อย่างในสิงคโปร์แม้จะดูเปิดกว้างให้เข้าไปลงทุนได้ง่ายแต่ก็มีการกำกับดูแล คัดกรองเข้มข้นที่จะควบคุมการใช้ทรัพยากรประเทศ หรือบางประเทศน่าจะกำลังพิจารณาเหมือนเก็บภาษีที่สูงขึ้นถ้ามีการใช้ทรัพยากรสูง หรือบังคับให้มีการใช้ Local Content มากขึ้น ซึ่งไทยอาจยังบังคับใช้ข้อนี้ไม่ได้เพราะบางอย่างไม่มี local content ในประเทศ แต่เทคฯ ใหม่ที่เข้ามาควรสร้างให้เกิดการจ้างงานในไทยด้วย

ส่วนความท้าทายหลักของไทยยังคงเป็นเรื่องการเพิ่มผลิตภาพ ท่ามกลางปัญหาสังคมสูงวัยที่มีประชากรลดลง ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของไทยอาจไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนประชากร แต่จะทำอย่างไรให้คนที่มีอยู่ มีประสิทธิภาพมากขึ้น มี Productivity ทำงานได้เยอะขึ้น แต่เหนื่อยน้อยลง

ADB ปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 สูงขึ้น แต่ปี 2570 ลดลง

อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย กล่าวถึงการปรับประมาณการล่าสุดของ ADB ในรอบเดือน ก.ย. 2569 ว่า การขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.0% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% (ในช่วงเดือน ก.ค. 2569) สาเหตุเพราะการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นจากแรงหนุนของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การลงทุนภาคเอกชน และมาตรการรัฐที่ออกมาเพื่อลดผลกระทบต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้น

แต่ได้ปรับลดประมาณการสำหรับปี 2570 ว่า GDP ไทยจะเหลือ 1.9% จากก่อนหน้าที่คาดว่าจะอยู่ราว 2.0% เพราะมองว่าผลจากมาตรการของรัฐจะหมดลง รวมถึงแรงหนุนจากการส่งออกจะเข้าสู่ระดับปกติ ทำให้การเติบโตชะลอลง แต่ยังมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวมาสู่ระดับ 35 ล้านคน

ในด้านอัตราเงินเฟ้อ แม้จะปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นแต่ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธนาคารกลาง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5% ในปี 2569 (ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.9%) ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.3% จากราคาพลังงานที่น่าจะปรับตัวลดลง ทำให้แรงกดดันด้านอุปทานเริ่มคลี่คลายลง

สรุปปัจจัยเสี่ยงของไทยที่ต้องเจอ!

สุดท้ายนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ADB มองว่ามี 4 ปัจจัยที่ต้องจับตามองเพราะอาจส่งผลกระทบต่อไทย ดังนี้

  • ความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระเบียบและการค้าโลก
  • ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ: ความขัดแย้งนี้ยังคงสร้างผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านพลังงานที่ไปกระทบต่อการขนส่งและระบบโลจิสติกส์
  • สถานการณ์ในประเทศ ปัจจัยด้านกำลังซื้อที่อาจมีแรงถ่วงจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และ SME ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อได้ง่ายๆ รวมถึงข้อจำกัดในการใช้นโยบายทางการคลัง ดังนั้นมองว่านโยบายหรือมาตรการที่จะออกมาเพิ่มเติมควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญ: คาดว่าจะเห็นผลกระทบตั้งแต่ปลายปี 2569 โดยจะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรแต่ละชนิดแตกต่างกัน เช่น น้ำมันปาล์ม ข้าว และน้ำตาล ซึ่งคาดว่าจะรุนแรงกว่าที่ผ่านมา และอาจเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานของน้ำและธุรกิจ รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ



ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ