
นายกฯ พบ 2 สถาบันการเงิน/กองทุนชั้นนำอเมริกา BofA - PIMCO และ 1 บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก Microsoft มองหา พาร์ทเนอร์ ร่วมส่งเสริมเทคโนโลยีอนาคตและความยั่งยืน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต
วานนี้ (22 กันยายน 2569) เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะหารือกับผู้บริหารระดับสูง สถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา อาทิ Bank of America, PIMCO รวมบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก อาทิ Microsoft โดยการพบปะครั้งนี้มีผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศชั้นนำของโลก เข้าร่วมพบปะและรับฟังข้อมูลรวม 25 ราย และมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทั่วโลกรวมกันกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการหารือกับภาคเอกชนทั้ง 3 ราย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยินดีที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารสถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
ส่วนตัวเห็นว่า สถาบันการเงินระดับโลกมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุนของไทย
ประธานกรรมการธุรกิจต่างประเทศ (President of International) จาก Bank of America หรือ BofA ชื่นชมนโยบายรัฐบาลไทยที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลกในอนาคต ทั้งการส่งเสริม AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งจะเดินทางเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meeting 2026) ที่ประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้ด้วย
ขณะที่ การพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท Microsoft ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรียังขอบคุณ Microsoft ที่มีส่วนสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนการหารือกับ ผู้บริหาร PIMCO กองทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรี และคณะได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก แนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อมูลและมุมมองจากนักลงทุนระดับโลกจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนานโยบายและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันและตอบโจทย์นักลงทุนในระยะยาว
“ในการหารือพูดคุยของนายกรัฐมนตรีกับ 2 สถาบันการเงิน 1 ธุรกิจเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐ ฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมของไทยในการเปิดรับเงินทุนและความร่วมมือจากนักลงทุนระหว่างประเทศ สร้างโอกาสให้เงินทุนคุณภาพเข้ามามีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการแค่เพียงเงินทุนที่นำเข้ามา แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ ที่จะร่วมกันสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ ในการเดินทางไปนิวยอร์กครั้งนี้ มีผู้เดินทางร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีทั้งส่วนของภาครัฐและเอกชนและตลาดทุนไทย อาทิ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์, ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO), อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา เนชั่นแนล แอซโซซิเอชั่น และ ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เป็นต้น
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันที่มาร่วมรับฟังข้อมูลได้ให้ความสนใจประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากขณะนี้ผลประกอบการและอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้น (Upgrade) รวมถึงผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยนายกรัฐมนตรีและผู้แทนไทยได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญและทิศทางที่ประเทศกำลังมุ่งเน้นเดินหน้าให้นักลงทุนได้รับทราบ
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจสอบถามคือ จุดยืนนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาและจีน โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ประเทศไทยมีความเป็นกลาง โดยมองทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรที่สำคัญ เราวางตัวอยู่อย่างสมดุลบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) โดยไม่เลือกข้าง
นอกจากนี้นักลงทุนยังสนใจนโยบายและการปรับตัวของไทยในปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่หันไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานภายนอก รวมทั้งความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และนโยบายด้านเทคโนโลยีดิจิทัล Data center รวมถึงมีการสอบถามแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของไทย ที่อยู่ในระดับสูงว่าจะเกินเพดานหนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไทยให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และการกู้เงินจะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนด ซึ่งคำยืนยันและคำชี้แจงทั้งหมดนี้ ได้การตอบรับที่ดีและทำให้นักลงทุนมีความพอใจ
ศุภจียังเปิดเผยถึงกรณีที่ผู้บริหาร Microsoft บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกได้เข้าพบและหารือกับนายกรัฐมนตรี ในระหว่างการโรดโชว์ว่า Microsoft ได้ยืนยันแผนการลงทุนในประเทศไทย ที่ฝ่ายไทยและนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยหารือกับ Microsoft มาเป็นระยะเวลานานแล้วเกี่ยวกับเรื่องมูลค่าและแผนการเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งการพบปะหารือครั้งนี้ Microsoft ได้มาร่วมยืนยันย้ำความพร้อมที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ด้วย
ด้านผู้บริหารระดับสูง ของ PIMCO ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่บริหารเงินลงทุนจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกำลังมองหาพื้นที่ลงทุนทั้งใน Infrastructure Fund และ Data Center อีกทั้งยังกล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่เขาพบปะในครั้งนี้ คือ กองทุนเหล่านี้ได้ลงเงินในสหรัฐอเมริกามหาศาลจนเริ่มชนเพดานถึงขีดจำกัดแล้ว จึงต้องขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ และประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดเป้าหมายหลักที่สนใจ
ทั้งนี้ นักลงทุนต้องการความมั่นใจจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ก็ได้สร้างความมั่นใจ จากการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037) จากปัจจุบันที่มีรายได้ระดับปานกลาง
ด้าน ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ประเด็นที่ถูกสอบถามมากที่สุด คือเรื่องนโยบายการลงทุน Data Center ของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้แสดงจุดยืนชัดเจนถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ระยะยาว
“ประเทศไทยเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้มองหานักลงทุนแบบครั้งเดียวจบ (One-time investment) แต่ต้องการพันธมิตรที่จะมาร่วมสร้างระบบนิเวศไปพร้อมกัน แม้ไทยจะกำหนดเงื่อนไขที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ลงทุน Data Center เช่น การใช้พลังงานยั่งยืน, การดูแลทรัพยากรน้ำ (Water Positive), การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer), การร่วมมือกับกลุ่มมหาวิทยาลัย และการสนับสนุน Computing Power แต่นักลงทุนไม่ได้ชะลอการตัดสินใจ และยังตื่นเต้นที่จะเข้ามาลงทุน สะท้อนว่าไทยมีโอกาสแข็งแกร่งในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของอาเซียน” ไชยชนก กล่าว
พร้อมกับระบุถึงความสนใจใน Data Center ของนักลงทุนว่า กองทุนระดับโลก มีความต้องการเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง เนื่องจากขีดความสามารถ (Capacity) ของ Data Center ในสหรัฐฯ เริ่มติดข้อจำกัดทางสังคมและการเมือง (Politically Capped) จึงต้องขยายฐานออกนอกประเทศ โดยไทยมีความพร้อมในฐานะศูนย์กลางอาเซียน (Heart of ASEAN) ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และสายเคเบิล ซึ่งการตั้ง Data Center ในไทยจะให้ค่าความล่าช้า (Latency) ต่ำ สามารถครอบคลุมและเชื่อมโยงไปถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 750 ล้านคน ไม่ใช่แค่เพียงตลาดในประเทศ 70 ล้านคน
“ขณะนี้ประเทศไทยถือว่าเนื้อหอมมาก มีความพร้อมทั้งด้านกฎระเบียบ นโยบายพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน แต่เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด นายกรัฐมนตรีจึงให้นโยบายจัดทำโครงสร้าง ระเบียบ และข้อกำหนดขึ้นมา ทำให้วันนี้ไทยอยู่ในจุดที่ 'เลือกได้' โดยต้องเลือก Data Center ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศและคนไทยอย่างคุ้มค่า มากกว่าเข้ามาใช้เพียงทรัพยากรและตำแหน่งยุทธศาสตร์ (Strategic Location) ของไทยอย่างเดียว” ไชยชนก กล่าว
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney