
วันหนึ่งของสัปดาห์ก่อน “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีเวลาสั้นๆพูดคุยกับผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงหลายเรื่อง 1 ในหลากหลายคำถามคือ “ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ เคยนึกเสียใจบ้างไหม” เขาตอบยิ้มๆว่า “วันนี้ได้เรียนรู้มากขึ้น ได้พัฒนาตัวเองในหลายเรื่อง ผมเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องความอดทน การถูกเข้าใจผิด จริงๆ ต้องขอบคุณสิ่งที่ผ่านเข้ามา ก่อนหน้านี้ผมเริ่มมันด้วยความทุกข์ เสียงสะท้อนของประชาชนส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำไมเขาไม่เห็นความตั้งใจของเรา”
เข้ารับตำแหน่ง รมว.ดีอี เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2568 เผลอแป๊บเดียว “ไชยชนก ชิดชอบ” ครองเก้าอี้ครบ 1 ปีเต็ม สร้างสถิติเป็น รมต.อายุน้อยที่สุด และเป็นคนที่ 17 ในรอบ 24 ปีของการก่อตั้งกระทรวงดีอีตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.2545
ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 นายไชยชนก ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เล่าให้นักข่าวกระทรวงดีอีฟังหลังเข้าดำรงตำแหน่งว่า เป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่มากประสบการณ์ในพรรค ไม่ได้เป็นคนเลือกว่าจะไปตรงไหนอย่างไร แต่เมื่อถูกมอบหมายให้ทำงานก็จะตั้งใจทำอย่างสุดความสามารถ
อาจเป็นเพราะ “ปากลั่น” เปิดโปงเรื่องมีคนเสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาทแลกกับการไม่ปราบปรามแก๊งพนันออนไลน์ ระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ตลอด 4 เดือนของรัฐบาลอนุทิน 1 จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเนื้อเก็บตัว ทั้งกับข้าราชการและสื่อมวลชน การสื่อสารกับข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนใหญ่เน้นสื่อสารทางเดียวผ่านไลน์ ส่วนสื่อมวลชนได้เจอตามงานแถลงข่าวเท่านั้น ไม่เปิดรับช่องทางอื่น
หลังเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่เดือน ก.พ. 2569 พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่ง สส.มากที่สุด นายไชยชนกมีชื่อกลับมานั่งเก้าอี้ รมว.ดีอีอีกครั้งในรัฐบาลอนุทิน 2 คราวนี้ได้โควตารัฐมนตรีช่วยว่าการมาเพิ่มอีกตำแหน่ง เพื่อแบ่งเบาภาระงานที่มีอยู่มาก จากการที่กระทรวงดีอีถูกวางให้เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ
ก้นยังไม่ทันร้อน ผลงานโบแดงอย่างโครงการ TH AI Passport ก็ถูกปูดออกมา กลายเป็นเผือกร้อนอีก 1 ลูกใหญ่ หลังสินบน 40 ล้านบาท คราวนี้นอกจากถูกตรวจสอบผ่านกลไกรัฐสภาอย่างเข้มข้นแล้ว นายไชยชนกยังถูกดิสเครดิต แฉเรื่องส่วนตัว โหดชนิดสอบผ่านมหาวิทยาลัยชีวิตภายในข้ามคืน
“พอโดนหนักๆ ทำให้ต้องกลับมาตั้งหลัก ตั้งสติใหม่ เคยถามตัวเองว่า “นี่กูเข้ามาทำไมวะ” นึกย้อนไป ผมไม่ได้มาเพราะต้องการการยอมรับ ต้องการชื่อเสียง หรือต้องการเงินทอง เราแค่อยากทำอะไรที่เราพอทำได้ ก็เท่านั้น เขาไม่เห็นมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา พอคิดทบทวน ตั้งสติได้ ผมก็แค่ต้องตัดเรื่องที่คนอื่นคิดออกไป หันกลับมาทำให้เต็มที่เท่าที่สถานการณ์จะอำนวย เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ทำงานอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน”
“เอาจริง ผมหนีมาทั้งชีวิต ตอนเข้ามามันก็มีเหตุแหละตอนนั้นบุรีรัมย์มีเขตเพิ่มจาก 8 เป็น 10 เขต แล้วผู้สมัครเขตเรา เขามีปัญหาลงไม่ได้ ครั้งต้องเป็นเลขาธิการพรรคก็เหมือนกัน ตอนตัดสินใจ คิดว่าเราเคยทำทีมฟุตบอลมาแล้ว ทำสนามแข่งรถมาตรฐานโลกมาแล้ว ทำทีมอีสปอร์ตไปเวทีโลกมาแล้ว ถ้าเราเข้ามาเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ผ่านการเมือง ก็น่าลองดู ไม่ชอบหรือไม่เหมาะ เราก็แค่ถอย มาถึงตอนนี้ยอมรับว่าเป็นความคิดที่ไร้เดียงสามาก เพราะพอลงมาทำจริง การเมืองเหมือนขึ้นหลังเสือ ขึ้นแล้วลงยาก”
ตกเป็นตำบลกระสุนตกของโซเชียลมีเดียและโลกออนไลน์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง รมต.ไชยชนกกลับแฮปปี้ เพราะเวลาลงพื้นที่ได้กำลังใจจากผู้คนมากมาย “ตอนไปช่วยไฟไหม้ ไปกับ มท.3 (นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย) ไปเยี่ยมผู้ประสบภัยที่ศูนย์อพยพในกรุงเทพฯนี่แหละ มีคนเข้ามาให้กำลังใจ บอกสู้ๆนะ ใครไม่รักไม่รู้ แต่ลุงรัก ผมฟังแล้วน้ำตาจะไหล”
ส่วนที่บุรีรัมย์ มีพี่ป้าน้าอาแฟนคลับกลุ่มประจำอยู่ ตอนเปิดตัวโครงการ TH AI Passport จำนวนคนลงทะเบียนที่บุรีรัมย์อยู่ที่แค่ 16,000 คน พอเป็นข่าว พี่ๆน้องๆชาวบุรีรัมย์เข้าไปช่วยกันลงทะเบียนดันยอด ตอนนี้เกิน 20,000 คน ไม่ได้เป็นที่โหล่แล้ว
“TH AI Passport เป็นแค่เรื่องหนึ่งของนโยบายหลายเรื่องที่กระทรวงดีอีกำลังทำอยู่ จริงๆต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ยิ่งโฟกัสมาที่ผมมากเท่าไร ก็ยิ่งมีน้อยเรื่อง เพราะผมไม่ได้ทำอะไรไม่ดี อธิบายได้หมด เรื่องอื่นๆจะได้ทำต่อไปได้ สิ่งเดียวที่เสียใจและเสียดาย คือมันทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งตั้งการ์ดใส่โครงการนี้ ไม่ยอมใช้ ทำให้เสียโอกาส”
การเป็นตำบลกระสุนตกยังถูกมองมุมบวกว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน “ผมชอบนะ ผมคิดว่ามันทำให้ทุกคนที่ทำงานกับผมต้องตื่นตัวในเรื่องของการทำงานให้ละเอียดเพราะเราตกเป็นเป้าหลัก เรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การร่างทีโออาร์ ซึ่งผมพูดตั้งแต่แรกแล้วว่าผมไม่แทรกแซง และผมไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจกระบวนการจัดซื้อมาก่อน”
จากนี้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหนก็ตามภายใต้กระทรวงดีอี ผมคาดหวังความละเอียดระดับเป๊ะ ต้องแน่ใจในทุกขั้นตอน เพราะงานของคุณต้องถูกตรวจสอบเข้มข้นแน่ “เพราะฉะนั้นผมมองว่ามันเป็นเรื่องดีสำหรับผม โครงการตามนโยบายต้องทำให้มีประสิทธิภาพ มีตัวชี้วัด มีการวัดผล มี KPI ผมเชื่อว่าในทุกๆบริบท ข้าราชการกระทรวงดีอีจะต้องละเอียดกว่าเดิม”.
ศุภิกา ยิ้มละมัย
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม