
พบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรีมีสภาพการดูแลไม่เหมาะสมและขาดมาตรฐาน หลังตำรวจสืบสวนกลางเข้าตรวจสอบพบการกักขังผู้สูงอายุในกรงเหล็ก
“เขาจ่ายรายเดือนแพงที่สุดในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ ที่นี่เดือนละ 20,000 กว่าบาท”
ถ้าใครติดตามกระแสข่าวช่วงนี้อาจเห็นภาพห้องพักผู้สูงอายุ เป็นห้องเดี่ยวที่รอบด้านคือลูกกรงขัง ไร้ห้องน้ำมีเพียงถังใบเล็กๆ ให้ทำธุระส่วนตัว ที่น่าตกใจกว่านั้นคือภาพจากเพจตำรวจสืบสวนกลางที่ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีพบว่า บริเวณโดยรอบมีรั้วลวดหนาม รั้วเหล็กคล้ายกรงขัง ไปจนถึงมีผู้สูงอายุนอนอยู่บนเตียงแต่มีลูกกรงเหล็กตีกรอบขังเอาไว้ แม้แต่การชันเข่า หรือก่ายหน้าผากยังต้องสอดแขนขาเพื่อลอดลูกกรงออกมา
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือ Nursing Home ที่เป็นข่าวนี้มีใบอนุญาตจากทางการ แต่พอเป็นข่าวขึ้นมาทั้งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหลายหน่วยงานต่างออกมาบอกว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มาตรฐานและการดูแลยังไม่เหมาะสม
เรื่องนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ในไทยจะมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ ที่ไม่ได้มาตรฐานอีกมากแค่ไหน Thairath Money อยากชวนมาเจาะลึกถึงความท้าทายของสังคมสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้นว่าการเป็นคนแก่ในประเทศนี้ได้รับการดูแลแบบไหน และถ้าไทยอยากจะพัฒนาภาคบริการให้รับกับ Silver Economy ให้เศรษฐกิจเติบโตจะเป็นไปได้แค่ไหน
ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยเต็มตัวมานานแล้ว ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (ณ 30 ก.ย. 2569) พบว่าประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง 14.53 ล้านคน คิดเป็น 22.46% จากประชากรทั้งหมดกว่า 64 ล้านคน
สวัสดิการพื้นฐานจากภาครัฐที่ผู้สูงอายุจะได้รับ เช่น เบี้ยคนชรา เดือนละ 600-1,000 บาท (ตามช่วงอายุ), สิทธิการรักษาพยาบาลฟรีมีช่องทางพิเศษเป็นแบบ Fast Track ในโรงพยาบาลรัฐ, ขึ้นรถสาธารณะไม่ว่าจะรถไฟฟ้า รถเมล์มีส่วนลดให้, งบประมาณซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย วงเงิน 40,000 บาท (ตามหลักเกณฑ์ของ พม.) เป็นต้น
ส่วน Ecosystem ที่พร้อมดูแลผู้สูงวัย “นิกร โสมกลาง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เคยชี้แจงกระทู้ถามสดโดยยอมรับว่า สถานรองรับผู้สูงอายุของรัฐในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ เช่น บ้านบางแค มีคนต่อคิวเพื่อเข้ามาอยู่หลักพันแต่สถานที่รองรับได้ 200-300 คน ถ้าดูตัวเลขทั้งประเทศมีผู้รอรับบริการประมาณ 7,000-8,000 คน แต่ศักยภาพในการรองรับมีเพียงประมาณ 1,000-1,500 คนเท่านั้น
แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายสวัสดิการ และการดูแลผู้สูงวัยจะเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะของไทย ยิ่งผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นเงินก้อนนี้ก็มากขึ้นไปด้วย ดังนั้นภาครัฐเลยมักจะผลักดันให้คนไทยมีการออม การวางแผนการเงินอย่างต่อเนื่องผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับคนเตรียมเกษียณ เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), ประกันบำนาญ และอื่นๆ
แม้จะเป็นเรื่องดีที่รัฐเริ่มมีการสนับสนุนให้คนออมและวางแผนการเงินเพื่อเกษียณ แต่คำถามสำคัญคือคนไทยพร้อมเกษียณแค่ไหน
รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ปัจจุบันแม้จะเกษียณแล้วผู้สูงอายุกว่า 5.4 ล้านคน หรือกว่า 4 ใน 10 คนยังต้องทำงานอยู่ เรื่องนี้สะท้อนถึงความกังวลด้านรายได้ทั้งเพื่อดูแลตัวเองหรือคนในครอบครัว ซึ่งโดยรายได้เฉลี่ยของผู้สูงอายุอยู่ที่ 10,728 บาทต่อเดือน ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยในปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 22,050 บาทต่อเดือน
ข้อมูลที่น่าจับตามองคือ วัยเกษียณยังมีหนี้ในระดับสูง สัดส่วนกว่า 42.7% ของผู้สูงอายุมีหนี้สินเฉลี่ย 130,505 บาทต่อคน และมีภาระจ่ายชำระหนี้อยู่ที่ 2,208 บาทต่อเดือน ซึ่งหนี้สินส่วนใหญ่คือ “เพื่อการอุปโภคบริโภค” ส่วนถ้าถามว่าผู้สูงอายุไทยมีการออมมากแค่ไหนก็พบว่า กว่า 44% ของผู้สูงอายุไม่มีเงินออม
ขณะเดียวกันอายุที่มากขึ้นก็อาจหมายถึง “ต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้นด้วย” ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้นเท่ากับต้องอยู่นานขึ้น และจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปด้วย
ล่าสุดทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยกตัวอย่าง ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อเดือนของ ผู้สูงอายุไทยในปี 2567 ว่าใช้เงินมากกว่าผู้สูงอายุเมื่อ 30 ปีก่อนมาก โดยค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 1,726 บาทต่อคนต่อเดือน ในปี 2537 มาสู่ 7,334 บาท ในปี 2567 ส่วนหนึ่งก็ได้รับผลจากเงินเฟ้อด้วย ยุคนี้ยังมีค่าใช้จ่ายหลายแบบเพิ่มขึ้นด้วยขึ้นอยู่กับว่าผู้สูงอายุอยู่ในบ้านรูปแบบไหน
จากรายงานนี้ยังสรุป 3 กลุ่มผู้สูงอายุที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ
ถ้ามองในภาพใหญ่สังคมสูงวัยเป็นสมการทางเศรษฐกิจที่ท้าทายเพราะวัยแรงงานลดลง = ภาษีเก็บได้น้อยลง = ค่าใช้จ่ายสวัสดิการและการแพทย์สูงขึ้น นี่ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ภาครัฐต้องหันมาปฏิรูปโครงสร้างภาษีของไทยให้พร้อมรองรับกับ “รายจ่าย” ที่จะเกิดขึ้น
ในอีกด้านภาครัฐ มักพูดถึงสังคมสูงวัยในมุมว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หรือ Silver Economy เพราะถ้ามีคนสูงวัยมากขึ้น คนกลุ่มนี้ต้องการสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับอายุของตัวเอง ทาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เล่าถึงมูลค่าการใช้จ่ายของผู้สูงอายุจะเติบโตจาก 2.18 ล้านล้านบาท ในปี 2566 เป็น 3.50 ล้านล้านบาทในปี 2576 โดย 67% เป็นมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นโอกาสให้ภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ สภาพัฒน์เล่าถึง การจ้างแรงงานสูงอายุ จะเพิ่มขึ้นและขยายในหลายอุตสาหกรรมจากเดิมที่เป็นกลุ่มงานพื้นฐาน เช่น งานบริการ, งานในโรงงาน ฯลฯ, เมื่อมีผู้สูงวัย ธุรกิจสุขภาพและการบริการดูแล ต้องเพิ่มขึ้นด้วย เช่น บริการพาไปโรงพยาบาล พาไปทำธุระ ฯลฯ, ด้านสุขภาพจิต ที่ถือเป็นส่วนสำคัญให้วัยเกษียณอายุยืนอย่างแข็งแรง จากรายงานนี้ยังย้ำว่าธุรกิจเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่แต่ต้องได้รับการสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตมาเป็น Ecosystem ในสังคมสูงวัยให้ได้
เมื่อสังคมสูงวัยเกิดขึ้นเร็ว โจทย์ของภาครัฐทั้งทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การปฏิรูปภาครัฐให้โปร่งใสใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและเหมาะสมกับประชาชนยังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันเมื่อสวัสดิการรัฐอาจเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอน เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นเราอาจต้องเริ่มวางแผนการออมเพื่อตัวเองตั้งแต่วันนี้
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney