
ม.หอการค้าไทย เผยปี 69 ครัวเรือนไทยแบกหนี้เกือบ 8 แสนบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 52 เพิ่มขึ้น 7.3% ผ่อนเฉลี่ย 21,935 บาทต่อเดือน สาเหตุก่อหนี้เพิ่มรายได้ไม่พอรายจ่าย ค่าครองชีพสูง “ธนวรรธน์” คาดหนี้ครัวเรือนอาจแตะ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทปลายปีนี้ แต่สัดส่วนต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงเหลือราว 84%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 69 ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,720 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 7-13 ก.ย.69 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะแม้สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะลดลงมาอยู่ที่ 85.2% ในไตรมาส 2 แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่าย โดยผลสำรวจพบว่า 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 68 ส่วนอีก 8.2% ไม่มีหนี้
สำหรับภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 794,945.49 บาท เพิ่มจาก 740,596.94 บาทในปี 68 หรือเพิ่มขึ้น 7.3% และเป็นมูลหนี้สูงสุดนับตั้งแต่ที่ศูนย์ฯ เริ่มสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนในปี 52 โดยเป็นหนี้ในระบบ 77.2% และหนี้นอกระบบ 22.8% สาเหตุที่ก่อหนี้เพิ่ม มาจากภาระทางการเงินในครอบครัว รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น มีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิด ลงทุนประกอบธุรกิจ ขณะที่ภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 21,935.31 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.11% จากปีก่อน
ทั้งนี้ หากพิจารณาลักษณะการก่อหนี้ พบว่า 72% มีเฉพาะหนี้ในระบบ เพิ่มขึ้นจาก 50.9% ในปี 68 ส่วนผู้ที่มีเฉพาะหนี้นอกระบบ ลดลงเหลือ 5% จาก 15.4% และผู้ที่มีทั้งหนี้ในและนอกระบบลดลงเหลือ 23% จาก 33.7% โดยประเภทหนี้ที่พบมากที่สุดในปี 69 ได้แก่ หนี้บัตรเครดิต 55.1% รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8%, สินเชื่อยานพาหนะ 41.9%, สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2% ขณะที่หนี้ Buy Now Pay Later (BNPL) อยู่ที่ 14.2% เพิ่มขึ้นจาก 6.2% ในปีก่อน
“หนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิต นำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ซื้อสินค้าคงทน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชำระหนี้เดิม สะท้อนว่าหนี้บางส่วนถูกใช้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและหมุนภาระหนี้เดิม ส่วนหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุนทางการเกษตร และขยายกิจการ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่น รายได้ประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มไม่มาก หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ”
อย่างไรก็ตาม มากถึง 73.1% ยังชำระได้ตามกำหนด ขณะที่ 16.1% สามารถชำระได้ไม่เกิน 6 เดือน, 8.9% สามารถชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 1.9% ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ส่วนในอีก 1 ปีข้างหน้า ส่วนใหญ่ยังมองสถานการณ์หนี้ในเชิงลบ เพราะคาดสถานการณ์จะแย่ลง มีเพียงเล็กน้อยที่มองจะดีขึ้น
สำหรับเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว
“หนี้ครัวเรือนมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 69 จากปัจจัยเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือน แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลง แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ฐานะทางการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง”
อย่างไรก็ตาม หาก GDP ไทยปี 69 ขยายตัวได้ 2.5% ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงจาก 85.9% ในไตรมาสแรก มาอยู่ที่ประมาณ 84% ในไตรมาส 4 และหาก GDP โต 2% สัดส่วนหนี้จะอยู่ที่ 84.4% และหากโต 2.8% สัดส่วนหนี้จะลดลงเหลือ 83.7%