
กบข. มอบสิทธิ์ใช้งาน Whoscall Premium ฟรี 6 เดือน จำนวน 1.5 ล้านสิทธิ์ ให้สมาชิกเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงผ่านสายโทรศัพท์และข้อความ
นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.ได้ลงนามร่วมมือกับ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก, บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแอพฯ Whoscall และบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด เพื่อเสริมเกราะป้องกันมิจฉาชีพทางออนไลน์แก่สมาชิก โดยมอบสิทธิ์ให้ กบข.รวม 1.5 ล้านสิทธิ์ ในการเป็นสมาชิกพรีเมียม เพื่อช่วยป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์เป็นระยะเวลา 6 เดือน
ทั้งนี้ กบข.เป็นห่วงข้าราชการผู้สูงอายุที่เกษียณไปแล้วในการโดนหลอกลวง จนอาจต้องสูญเสียเงินเก็บมาตลอดชีวิต จึงนำเครื่องมือ Whoscall เป็นด่านแรก ก่อนที่สมาชิกจะรับสาย พูดคุย หรือกดลิงก์ที่อาจนำไปสู่ความเสียหาย สามารถช่วยระบุสายที่น่าสงสัย บล็อกสายสแปมได้ โดยสมาชิกสามารถรับโค้ดผ่านแอปฯ กบข. ได้ นอกจากนี้ วันที่ 17 ก.ย. จะมีการประชุมคณะกรรมการ กบข.เพื่อแก้ไขกฎหมาย เปิดโอกาสให้อดีตสมาชิกหรือผู้เกษียณอายุ สามารถนำเงินบำนาญมาฝากบริหารจัดการต่อกับ กบข. เพื่อให้มีมืออาชีพดูแลเงินออมหลังเกษียณและลดความเสี่ยงจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง
นายศรพลกล่าวถึงกรณีแนวคิดการปรับลดการสำรองเงินของรัฐบาลจาก 3 เท่า เหลือ 2 เท่า หรือลดจาก 3 ปี เหลือ 2 ปี ว่า เป็นเรื่องข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารงบประมาณของภาครัฐ และบริหารจัดการเงินของกระทรวงการคลัง ไม่ได้กระทบต่อกองทุนของสมาชิก แต่อย่างใด เงินออมของสมาชิกทุกคนยังคงถูกแยกบัญชีและดูแลอย่างปลอดภัยตามกฎหมาย โดย กบข. ย้ำว่า เงินสะสมของสมาชิกและเงินสมทบจากรัฐบาลยังคงนำส่งและได้รับการบริหารจัดการตามปกติ โดยสมาชิกสามารถเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของตนเองได้
ปัจจุบัน กบข. บริหารสินทรัพย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เงินสำรองของกระทรวงการคลัง 1 ล้านล้านบาท และเงินออมส่วนของสมาชิก 600,000 ล้านบาท โดยเงินทั้งสองส่วนมีวัตถุประสงค์ในการบริหารที่แตกต่างกัน โดยเงินของสมาชิกจะถูกแยกบัญชีชัดเจนเพื่อบริหารให้มุ่งเน้นผลตอบแทนสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณ ส่วนเงินสำรองของกระทรวงการคลังมีไว้เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญของกรมบัญชีกลางในภาวะวิกฤต
นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอปพลิเคชันระบุสายเรียกเข้าและป้องกันมิจฉาชีพที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย Whoscall ซึ่งปัจจุบันพบว่าได้พัฒนาเป็นเครือข่ายระดับอุตสาหกรรมที่นำเอไอมาวิเคราะห์เหยื่อ โดยใช้คอลเซ็นเตอร์มืออาชีพ ส่งเอสเอ็มเอสหลอกจำนวนมาก โดยหมายเลขมิจฉาชีพหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง และเอสเอ็มเอสหลอกลวง 38-39 ล้านครั้ง ผ่านการใช้ระบบโทรอัตโนมัติและคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น
ทั้งนี้ ทาง Whoscall ให้ข้อมูลว่า จากเดือนม.ค.-ก.ย. นี้ มีมูลค่าความเสียหายจากการโดนมิจฉาชีพหลอกลวง รวม 3,150 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 28 % เป็นมูลค่าความเสียหายของผู้สูงอายุ ซึ่งรูปแบบการหลอกลวง จะเน้นไปที่การหลอกลวง การหลอกให้รัก และการข่มขู่ ที่สำคัญยังพบว่าตัวเลขการหลอกลวงเป็นกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น
นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น รองผู้อำนวยการรักษาการแทน ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กล่าวว่า นับตั้งแต่สถาบันเริ่มเก็บข้อมูลจากคนที่โทรเข้ามาหาสถาบัน หรือตั้งแต่ปี 67 จนถึงปัจจุบัน มีคนติดต่อเข้ามาทางสถาบันว่าถูกมิจฉาชีพโทรมาหลอกลวงโดยอ้างชื่อสถาบันรวม 270 ครั้ง ในจำนวนสูญเสียเงิน 24 ครั้ง ซึ่งมีตั้งแต่การสูญเสียน้อยคือ 500 บาท จนถึง 400,000 บาท