ภาษี EV 35% พลิกเกมรถยนต์ไทย เดิมพันใหญ่ระหว่างฐานผลิตกับกระเป๋าผู้บริโภค

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ภาษี EV 35% พลิกเกมรถยนต์ไทย เดิมพันใหญ่ระหว่างฐานผลิตกับกระเป๋าผู้บริโภค

Date Time: 9 พ.ย. 2569 04:01 น.

Video

AI ใช้เงินแทนเราได้ แต่ใครคุมมัน ? | Digital Frontiers EP.79

“Summary“

1 มกราคม 2570 อาจกลายเป็นวันเปลี่ยนประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยกกำแพงภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคันขึ้น จากเดิมรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เสียภาษี 10% เพิ่มเป็น 35% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV) ขยับจาก 15% เป็น 35%

Latest


1 มกราคม 2570 อาจกลายเป็นวันเปลี่ยนประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกครั้ง

เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยกกำแพงภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคันขึ้น จากเดิมรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เสียภาษี 10% เพิ่มเป็น 35% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV) ขยับจาก 15% เป็น 35%

สำหรับรัฐบาลนี่คือเครื่องมือผลักดันประเทศไทยจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก แต่สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ มาตรการเดียวกันอาจหมายถึงทางเลือกที่แพงขึ้น ส่วนผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศกลับมองเห็นโอกาสฟื้นคืนความสามารถในการแข่งขัน หลังต้องเผชิญสงครามราคาจากรถยนต์นำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

กำแพงภาษีเปลี่ยนเกม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายส่งเสริม EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ใช้ทั้งเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมเปิดทางให้ผู้ผลิตต่างชาตินำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาทำตลาด ก่อนทยอยลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศ

นโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนในด้านการสร้างความต้องการซื้อ แต่ความสำเร็จกลับนำมาซึ่งปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต

ข้อมูลกรมสรรพสามิตที่ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผย ระบุว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีรถยนต์ ไฟฟ้าจดทะเบียนประมาณ 188,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นำเข้าทั้งคัน 122,000 คัน และรถยนต์ผลิตในประเทศ 66,000 คัน หมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนเกือบสองในสามเป็นรถนำเข้า

ตัวเลขนี้สะท้อนความย้อนแย้งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างน่าสนใจ ประเทศที่เคยได้รับสมญานามว่าเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กลับกำลังกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากต่างประเทศ

ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ไทยนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว มูลค่าประมาณ 2,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าจากจีนสูงถึง 96% ยิ่งทำให้เห็นว่าการเติบโตของตลาด EV ไทยผูกพันกับฐานการผลิตต่างประเทศมากเพียงใด

รัฐบาลจึงตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทของภาษี จากเครื่องมือกระตุ้นการซื้อ มาเป็นเครื่องมือกระตุ้นการผลิต

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อธิบายเหตุผลของการปรับโครงสร้างภาษีว่า ต้องการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างครบวงจร สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศ และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หัวใจของนโยบายจึงอยู่ที่แนวคิดนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน กล่าวคือ หากค่ายรถยนต์ต้องการเข้าถึงตลาดไทยที่กำลังเติบโต ก็ควรเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ จ้างแรงงานและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ แทนการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้ว 8 โรงงาน และมีผู้ประกอบการต่างชาติอีก 2 รายแสดงความสนใจลงทุนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ความสนใจลงทุนยังไม่เท่ากับการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การตั้งโรงงานต้องพิจารณาทั้งขนาดตลาด ต้นทุนแรงงาน ระบบโลจิสติกส์ ความพร้อมของผู้ผลิตชิ้นส่วน และโอกาสส่งออกในระยะยาว

กำแพงภาษีอาจทำให้การนำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น แต่ไม่อาจรับประกันได้ว่าผู้ผลิตทุกรายจะเลือกตั้งโรงงานในไทย บางรายอาจยอมลดกำไร บางรายอาจถอนรถบางรุ่นออกจากตลาด และบางรายอาจหันไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีต้นทุนแข่งขันได้ดีกว่า

โรงงานรถยนต์ในไทยได้ลุ้น

หากมองจากฝั่งผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ ภาษีสรรพสามิต 35% เปรียบเสมือนการเปลี่ยนกติกาการแข่งขันครั้งใหญ่ หลังจากรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าได้รับความได้เปรียบด้านต้นทุนภาษีมาเป็นเวลานาน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงจุดยืนสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยเห็นว่าการเพิ่มภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่าอัตราภาษี 35% เป็นระดับที่เหมาะสมในเบื้องต้น และอาจช่วยชะลอการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตรถยนต์และจ้างงานในไทย

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือโรงงานเดิมไม่ควรหมายถึงการยื้อเทคโนโลยีเก่าโดยไม่ปรับตัว เพราะรถยนต์ไฟฟ้าใช้ชิ้นส่วนบางประเภทน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก โดยเฉพาะเครื่องยนต์ ระบบไอเสีย และระบบส่งกำลังแบบเดิม

ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อาจยังได้รับผลกระทบ

นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)

นายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) เสนอว่า มาตรการภาษีควรเดินควบคู่กับนโยบาย Made in Thailand และการกำหนด สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้โรงงานรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาลงทุนกลายเป็นเพียงโรงงานประกอบชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

ข้อเสนอนี้สะท้อนโจทย์สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของนโยบาย เพราะการมีโรงงานประกอบรถยนต์ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะได้รับมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจสูงเสมอไป หากแบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุม และชิ้นส่วนสำคัญยังต้องนำเข้าทั้งหมด

ผู้ซื้อรับแรงกระแทก

อีกด้านหนึ่งของนโยบายที่ไม่อาจมองข้ามคือผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะประชาชนที่กำลังวางแผนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันแรก

การเพิ่มภาษีสรรพสามิต BEV นำเข้าจาก 10% เป็น 35% หรือเพิ่มขึ้น 25 จุดเปอร์เซ็นต์ ย่อมทำให้ต้นทุนทางภาษีของรถยนต์ที่เข้าข่ายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากสมมติว่ารถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามีฐานภาษีสรรพสามิต 800,000 บาท ภาระภาษีตามอัตราเดิม 10% จะอยู่ที่ 80,000 บาท แต่เมื่อเพิ่มเป็น 35% ภาระภาษีจะกลายเป็น 280,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 200,000 บาท ก่อนพิจารณาผลของภาษีอื่นและการกำหนดราคาขาย

ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการคำนวณเพื่อแสดงขนาดผลกระทบ ไม่ใช่การคาดการณ์ว่ารถยนต์ทุกรุ่นจะขึ้นราคา 200,000 บาท เพราะราคาจำหน่ายจริงยังขึ้นอยู่กับฐานภาษี ต้นทุนนำเข้า อัตราแลกเปลี่ยน ส่วนลด กำไรของผู้จำหน่าย และการตัดสินใจของค่ายรถยนต์แต่ละราย

แต่สิ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือ รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่ไม่มีฐานผลิตในไทยจะเผชิญแรงกดดันด้านราคามากขึ้น

ผลกระทบอาจปรากฏในสามลักษณะพร้อมกัน ได้แก่ รถนำเข้าบางรุ่นปรับราคาสูงขึ้น รถที่ผลิตในประเทศมีความได้เปรียบด้านราคามากขึ้น และผู้บริโภคมีตัวเลือกจากรถนำเข้าบางกลุ่มลดลง

สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ระดับกลางและระดับเริ่มต้น ส่วนต่างราคาเพียงหลักหมื่นบาทก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจแล้ว หากราคาขยับขึ้นถึงหลักแสนบาท ย่อมทำให้หลายครอบครัวต้องชะลอแผนซื้อรถ หรือหันไปเลือกรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแทน

นั่นหมายความว่ามาตรการที่ตั้งใจผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคไปสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดช้าลงในระยะสั้น หากรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดมีทางเลือกน้อยลง

ขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ไทยอาจเกิดปรากฏการณ์เร่งซื้อก่อนภาษีใหม่มีผลบังคับใช้

โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่าความเคลื่อนไหวเรื่องภาษีจะกระตุ้นยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงปลายปี 2569 โดยเฉพาะที่งาน Motor Expo 2026 หรือมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–13 ธันวาคม 2569 ณ อาคาร IMPACT Challenger 1–3 เมืองทองธานี เนื่องจากผู้บริโภคต้องการซื้อรถภายใต้เงื่อนไขภาษีเดิม

แต่การเร่งซื้อก่อนกำหนดก็มีผลข้างเคียง เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีอาจเป็นเพียงการดึงความต้องการซื้อจากปี 2570 มาใช้ล่วงหน้า ทำให้ยอดขายช่วงต้นปีถัดไปชะลอตัว และสร้างความผันผวนต่อการบริหารสินค้าคงคลังของผู้จำหน่าย

เดิมพันอนาคตเศรษฐกิจ

หากพิจารณาในระดับเศรษฐกิจมหภาค การปรับภาษีสรรพสามิต EV นำเข้าครั้งนี้มีทั้งโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวและความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ

ด้านบวก หากมาตรการสามารถดึงดูดการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนได้จริง ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขยายกำลังการผลิตเพื่อส่งออก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ให้ข้อมูลว่า นโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านมาสามารถดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำจากหลายประเทศเข้ามาลงทุนในไทยกว่า 10 ราย คิดเป็นเงินลงทุนรวมกว่า 40,000 ล้านบาท และยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์มองว่าการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้เป็นพัฒนาการอีกขั้นของนโยบาย จากเดิมที่มุ่งสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ หากประเทศไทยสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง และชิ้นส่วนมูลค่าสูงได้จริง ก็มีโอกาสยกระดับจากประเทศรับจ้างประกอบรถยนต์ไปสู่ฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

แต่โอกาสดังกล่าวยังมีเงื่อนไขสำคัญ

ประการแรก ไทยต้องแข่งขันกับประเทศอื่นที่ต้องการดึงดูดการลงทุน EV เช่นเดียวกัน การขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากต้นทุนพลังงานสูง ขาดแคลนแรงงานทักษะสูง หรือมีความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ นักลงทุนก็อาจเลือกฐานการผลิตแห่งอื่น

ประการที่สอง ต้องระวังความเสี่ยงด้านการค้า การกำหนดเงื่อนไขใช้ชิ้นส่วนในประเทศจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับพันธกรณีการค้าระหว่างประเทศ และไม่สร้างภาระที่ทำให้การส่งออกจากไทยเสียเปรียบ

ประการที่สาม ต้องไม่ละเลยกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งยังเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า แม้โครงสร้างภาษีใหม่จะช่วยสนับสนุนการผลิตรถยนต์ในประเทศ แต่ความต้องการซื้อรถยนต์อาจยังไม่มากพอที่จะทำให้การผลิตขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ หากภาวะเศรษฐกิจยังซบเซา

ต่อให้รัฐบาลสามารถดึงโรงงานใหม่เข้ามาได้ แต่หากผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ หรือโรงงานไม่สามารถหาตลาดส่งออกมารองรับ กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นก็อาจกลายเป็นภาระต้นทุนแทนที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพ แม้รถยนต์จะไม่ใช่สินค้าที่ประชาชนซื้อเป็นประจำ แต่การเพิ่มขึ้นของราคารถยนต์อาจกระทบต้นทุนการเดินทางและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้รถยนต์เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ

ในด้านสิ่งแวดล้อม หากราคาที่สูงขึ้นทำให้ประชาชนชะลอการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ก็อาจกระทบความเร็วในการลดการใช้น้ำมันและมลพิษจากการเดินทาง แม้ในระยะยาวการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจะช่วยเพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานก็ตาม

รัฐบาลจึงต้องทำให้เป้าหมายอุตสาหกรรมและเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ความสำเร็จด้านหนึ่งกลายเป็นอุปสรรคของอีกด้านหนึ่ง

การปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคันเป็น 35% จึงไม่ใช่เพียงมาตรการขึ้นภาษีธรรมดา แต่เป็นการเลือกทิศทางอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศอาจได้รับโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนอาจมีคำสั่งซื้อเพิ่ม แรงงานอาจได้รับโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ และเศรษฐกิจอาจได้รับแรงหนุนจากการลงทุนและการส่งออก

แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้น ตลาดอาจมีตัวเลือกน้อยลง การแข่งขันด้านราคาอาจอ่อนแรง และการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์พลังงานสะอาดอาจสะดุด หากนโยบายขาดมาตรการรองรับที่เหมาะสม

ภาษี 35% จึงอาจเป็นได้ทั้งบันไดสู่อนาคตและกำแพงขวางการแข่งขัน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะใช้ช่วงเวลาหลังจากนี้สร้างความสามารถในการผลิตที่แท้จริงได้มากเพียงใด

เพราะเป้าหมายสูงสุดของประเทศไทยไม่ควรหยุดอยู่แค่การทำให้รถยนต์นำเข้าแพงกว่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ แต่ต้องทำให้รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมีคุณภาพ เทคโนโลยี และต้นทุนที่สามารถแข่งขันกับโลกได้ โดยไม่ต้องพึ่งกำแพงภาษีตลอดไป!!!

ทีมเศรษฐกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ