กับดักผ่อนฟรี? เมื่อคนไทยไม่รู้ตัวว่าสร้างหนี้ ธปท. เล็งคุมเข้ม Buy Now Pay Later สิ้นปี 2569 นี้

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

กับดักผ่อนฟรี? เมื่อคนไทยไม่รู้ตัวว่าสร้างหนี้ ธปท. เล็งคุมเข้ม Buy Now Pay Later สิ้นปี 2569 นี้

Date Time: 7 ก.ย. 2569 18:15 น.

Video

วัยสร้างตัว ซื้อบ้านหรือซื้อรถก่อนดี? ให้ชีวิตไม่พัง | Money Issue EP.73

Summary

ธปท. เตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแล BNPL เพื่อควบคุมหนี้ครัวเรือนและป้องกันปัญหาผู้บริโภคไม่ทราบว่าตนเองกำลังก่อหนี้สินเชื่อ

  • ข้อมูลปี 2567 ระบุว่าสินเชื่อ BNPL ในไทยเติบโตสูงถึง 38% ต่อปี คิดเป็นมูลค่า 17,908 ล้านบาท และมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
  • ธปท. คาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในเดือนกันยายน 2569 และเริ่มออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีเดียวกัน
  • แนวทางการกำกับดูแลจะเน้นเรื่องการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้กู้ การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ และการประเมินความสามารถในการชำระหนี้เพื่อจำกัดวงเงิน
  • มาตรการใหม่จะมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค (Market Conduct) และการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการป้องกันหนี้เสีย

Latest


“อยากซื้อของ ถึงวันนี้เงินไม่พอก็ผ่อนได้”

ยุคที่เทคโนโลยีทำให้การกดผ่อน กดช้อปในมือถือง่ายขึ้นเรื่อยๆ เลยกลายเป็นปัญหาใหม่ว่าบางคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกู้ขอสินเชื่ออยู่ โดยเฉพาะรูปแบบ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” อย่าง Buy Now Pay Later (BNPL) และนี่คือสาเหตุที่ ธปท. อยากจะเข้ามาดูแลให้มากขึ้น

Buy Now Pay Later (BNPL) คืออะไร ในไทยมีมากแค่ไหน

คนไทยใช้มือถือ และใช้เวลากับโลกออนไลน์เป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ยิ่งพูดถึงการช้อปปิ้งซื้อของออนไลน์ หลายคนเคยใช้ Buy Now Pay Later ซึ่งถือเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกันมาแล้ว ส่วนใหญ่มักจะฝังอยู่ในแอปฯ เป็นตัวเลือกในการชำระเงิน เรียกว่าแค่หยิบมือถือเรามาดูให้ดี การจ่ายเงินที่เลือกไป อาจเป็นแบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลังก็ได้” ซึ่งอาจมีการคิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย

ตัวอย่างเช่น Shopee มี SPayLater, TikTok มี TikTok Pay Later, Grab มี PayLater by Grab หรือถ้าย้อนไปหลายปีก่อนธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวสินเชื่อ K PAY LATER แต่ที่น่าสนใจคือ BNPL ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว รายละเอียดอัตราดอกเบี้ยก็ยังขึ้นอยู่กับว่า ผู้ให้บริการอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือไม่

แม้ว่าทุกวันนี้ BNPL จะไม่มีใบอนุญาตฯ เฉพาะในการทำธุรกิจ หรือไม่ได้แบ่งเป็นประเภทสินเชื่อใหม่ แต่ข้อมูลล่าสุดที่ ธปท. รวบรวมมาพบว่า BNPL เติบโตขึ้นเร็วและต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

  • มูลค่าสินเชื่อ BNPL ในปี 2567 อยู่ที่ 17,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% ต่อปี
  • จำนวนบัญชีผู้ใช้งานมีถึง 4.91 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 99.9% ต่อปี

ทว่าการเติบโตของสินเชื่อนี้ไม่ได้มาพร้อมแง่บวกอย่างเดียว แต่มีประเด็นที่น่ากังวลจน ธปท. ต้องหาทางเข้าไปกำกับดูแลเพื่อให้เกิดสมดุลอีกด้วย


ธปท. วางแผนไว้แค่ไหน

ล่าสุด “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล่าถึงความคืบหน้าเรื่องการกำกับดูแล BNPL ในการสัมมนา “Beyond ESG Thailand Transition # เปลี่ยนอนาคตประเทศ“ ของประชาชาติธุรกิจว่า ภายในเดือน ก.ย. 2569 นี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและคาดว่าจะออกใบอนุญาตฯ เริ่มใช้ได้ไตรมาสที่ 4 ปี 2569

BNPL ถือเป็นหนึ่งเรื่องสำคัญที่ ธปท. ต้องการจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ 4 เรื่องหลักคือ 1. แก้หนี้ครัวเรือน 2. การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 3. Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน และ 4. เงินเทา และคอร์รัปชั่น

นอกจากนี้ ธปท. จะเข้าไปดูแลในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,600 ราย 24 ประเภท คิดเป็นสัดส่วนจำนวนบัญชีถึง 75% และสัดส่วนมีปริมาณสินเชื่อ 55% เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชีเพียง 25% และปริมาณสินเชื่อเพียง 45%

เกณฑ์คุม BNPL น่าจะเป็นแบบไหน?

ช่วงที่ผ่านมา ธปท. มักใช้ข้อมูล สถิติ และกฎเกณฑ์ในอดีตมาวางรากฐานการกำกับดูแล ซึ่งก่อนหน้านี้บริการทางการเงินต่างๆ ถูกปรับมาตรฐานในหลายด้านทั้ง การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market conduct) ไปจนถึงการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)

สำหรับ BNPL ทาง Thairath Money อยากชวนคุยใน 3 หัวข้อหลักที่คาดว่า ธปท. จะคุมเข้ม BNPL ในเรื่องนี้

1. คนต้องรู้ตัวว่ากำลังขอสินเชื่อ 

เพราะตอนนี้คนสามารถกดผ่อนสินค้าได้ง่าย แต่กลับไม่รู้ว่าเป็น “หนี้” ไปแล้ว บางสถาบันการเงินยังมีการนำส่งข้อมูลเข้าสู่ NCB หรือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ดังนั้นถ้าผู้กู้ไม่รู้ตัวว่าเป็นหนี้ และประมาทจากการจ่ายชำระหนี้ช้า ก็อาจกระทบต่อข้อมูลเครดิตของตัวเองได้ในอนาคต

นอกจากนี้ เมื่อเป็นสินเชื่อ เป็นการก่อหนี้ “ผู้กู้” ต้องตระหนักรู้ ยินยอม (ก่อนเข้าใช้) และเข้าใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน รวมถึงสิทธิเกี่ยวกับสินเชื่อที่สมัครไป ที่สำคัญคือ ต้องรู้ว่า หนี้ที่ผ่อนอยู่ทั้งหมด ทั้ง BNPL ทั้งสินเชื่ออื่นๆ อยู่ที่เท่าไรกันแน่ และ “เตือน” เพื่อกระตุ้นให้คนสามารถชำระเงินได้ตามเวลา เป็นต้น

2. อายุ 

ปัจจุบันคนใช้ BNPL เป็นกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น ธปท. อาจกังวลว่าจะสร้างปัญหา หนี้เร็วตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นอาจมีการกำหนดอายุขั้นต่ำที่ใช้ BNPL ได้ แต่อาจต้องสอดคล้องกับวัยที่เริ่มมีรายได้ และมีความสามารถในการชำระหนี้ (ทุกวันนี้คนจะมีสินเชื่อได้มักเริ่มที่ 20 ปีบริบูรณ์)

3. วงเงินจำกัด / มีเงื่อนไขการใช้สินเชื่อกับสินค้าบางประเภท

ก่อนจะให้สินเชื่อ อาจต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ (Affordability) เพื่อกำหนดเพดานวงเงินให้เหมาะสม หรืออาจตั้งเงื่อนไขที่ชัดเจนสำหรับการซื้อสินค้าในแต่ละประเภท

สุดท้ายนี้ ทั้งผู้ใช้งานอย่างเรา และผู้ให้บริการคงต้องติดตามว่าแบงก์ชาติจะกำหนดรายละเอียดอย่างไร แต่ที่แน่ๆ BNPL ที่มีการใช้งานได้แพร่หลาย อาจเพราะเป็นช่องทางใหม่ๆ ที่คนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มต่างๆ ยังมีการใช้ Alternative Data หรือข้อมูลทางเลือกที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินมาให้สินเชื่อคนได้จริง จึงอยู่ที่ว่าแบงก์ชาติจะออกเกณฑ์ที่สร้างสมดุลให้ BNPL ได้มากแค่ไหน




ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ