
ธนาคารโลกประเมินว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยให้ GDP ต่อหัวของไทยขยายตัวเฉลี่ย 5.4% ต่อปี นำไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ธนาคารโลก (World Bank) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ The Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand, Resilient ASEAN พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ และข้อเสนอของประเทศไทยบนเวทีโลก เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทย โดยการจัดงานนี้เกิดขึ้นก่อนการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนต.ค.นี้
ทั้งนี้ รายงาน Building Thailand's Future Today ของธนาคารโลก ระบุว่า เพื่อช่วยให้ไทยก้าวสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างงานที่มากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น การปฏิรูปการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะแรงงาน การเพิ่มมูลค่าในประเทศ ภาคธุรกิจที่แข่งขันได้มากขึ้น และเมืองที่มีผลิตภาพสูง จะช่วยให้ไทยเข้าสู่เส้นทางการขยายตัวของรายได้ต่อหัว (GDP per capita) เฉลี่ยที่ 5.4 % ต่อปีในระยะ 10 ปีข้างหน้า จะทำให้ไทยเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2580
ชูขีดความสามารถภาคเอกชน
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวเปิดงาน ภายใต้แนวคิด Resilient ASEAN: Asia's Next Growth Story Starts Here ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สำหรับไทยและอาเซียนเป็นช่วงเวลาของการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ รวมถึงการเข้าไปอยู่ห่วงโซ่การผลิตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง และการสร้างงานที่มีรายได้ดี ภาคเอกชนจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อสร้างขีดความสามารถและเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่ระดับภูมิภาคและระดับโลก และท้ายที่สุดการเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องส่งต่อไปถึงประชาชน
นายกฯ ชวนนักลงทุนโตไปกับไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World” ว่า เศรษฐกิจไทยไม่อาจหยุดนิ่งได้ แต่ต้องเปลี่ยนความท้าทาย 4 มิติ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ให้เป็นโอกาส ต้องมุ่งกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตกับอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ “สิ่งที่ไทยเสนอต่อโลกไม่ใช่แค่ทำเลที่ตั้งบนแผนที่ แต่คือ ความพร้อมเชิงลึก ทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โลจิสติกส์ และแรงงานที่มีประสบการณ์ นักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นสปริงบอร์ดเชื่อมโยงซัพพลายเชนไปทั่วอาเซียน ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายแค่ตลาด 70 ล้านคนในประเทศ แต่หมายถึงการเข้าถึงประชากรนับพันล้านคนในภูมิภาค”
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยพร้อมจะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดระบายสินค้า แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นักลงทุนอย่าเพียงแค่มาสร้างธุรกิจในไทย แต่จงมาร่วมสร้างไปพร้อมกับไทย ซึ่งความพร้อมและศักยภาพทั้งหมดนี้ จะเป็นสิ่งที่ประเทศไทยนำเสนอต่อสายตาชาวโลก ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ World Bank ที่กรุงเทพฯ ในเดือนต.ค.นี้
“เอกนิติ” เปิด 4 คลื่นโลกเปลี่ยน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ “Unlocking the New Regional Growth Engine With Thailand’s New Horizon” ว่า ปัจจุบันมี 4 การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทยและอาเซียน ได้แก่ 1.ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะนำมาตรการภาษี มากีดกันทางการค้าการส่งออก ภาคธุรกิจ ต้องปรับตัว มีความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว 2.ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาเซียนไม่ควรแข่งขันกันเพียงเพื่อดึงดูดการลงทุนในต่างประเทศในอุตสาหกรรม AI แต่ต้องร่วมมือกันทำให้เทคโนโลยี ให้ธุรกิจและประชาชนได้เข้าถึงในวงกว้าง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ 3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติ ดังนั้น อาเซียนต้องเพิ่มความร่วมมือด้านการรับมือภัยพิบัติ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด 4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร คือการก้าวสู่สังคมสูงวัยกดดันจำนวนแรงงาน อาเซียนต้องใช้ความแตกต่างของโครงสร้างประชากรแต่ละประเทศมาเสริมกัน
ช่วยโลกสกัดแก๊งสแกมเมอร์
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ Thailand New Horizon ว่า การฉ้อโกงทางดิจิทัลเติบโตขึ้นทั้งในด้านขนาดและความซับซ้อน ความร่วมมือระดับโลกจึงยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น เพื่อเป็นการตอบสนอง ธปท.ได้ร่วมกับไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ในการพัฒนา Bangkok Blueprint เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง เอกสารสำคัญฉบับนี้จะมีการประกาศในช่วงการประชุมเดือนต.ค.
“ความมุ่งมั่นของเราคือการให้ Bangkok Blueprint กลายเป็นเอกสารอ้างอิงเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศต่างๆ ที่กำลังหาทางเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรับมือกับการฉ้อโกงทางดิจิทัล หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลก จะเป็นการนำเสนอแนวทาง 12 ข้อในการป้องกันภัยไซเบอร์ แก๊งสแกมเมอร์ และการหลอกลวงออนไลน์ ที่ได้นำบทเรียน และผลสำเร็จที่ดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ต่อไป”