
กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการ 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท วงเงินมากกว่า 2,000 ล้านบาท
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างรอรายละเอียดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนำเสนอโครงการ“ไทยเที่ยวไทยพลัส” ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วนของวงเงินเยียวยา เพื่อขอใช้เงินกู้มากกว่า 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันยังมีวงเงินเหลือประมาณ 25,000-30,000 ล้านบาท คาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้เร็วๆนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ชะลอตัว และช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศด้วย
สำหรับรูปแบบไทยเที่ยวไทยพลัสจะใกล้เคียงโครงการไทยเที่ยวไทยในอดีต แต่จะปรับเงื่อนไขหลายด้านเพื่อปิดช่องโหว่ โดยเฉพาะการอุดหนุนค่าที่พัก จากเดิมภาครัฐสนับสนุนค่าห้องพักในสัดส่วน 30% ของราคาห้องพัก ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการบางรายปรับราคาห้องพักสูงขึ้น เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น ดังนั้นครั้งนี้จะเปลี่ยนการช่วยเหลืออัตราเดียวต่อห้องต่อคืน โดยไม่ผูกกับราคาห้องพัก
โดยแนวทางดังกล่าวจะทำให้รัฐควบคุมวงเงินสนับสนุนได้ชัดเจน และลดแรงจูงใจในการปรับราคาห้องพักสูงเกินจริง หากประชาชนเลือกพักโรงแรมที่มีราคาสูงกว่าอัตราที่รัฐสนับสนุน จะต้องรับผิดชอบส่วนต่างเอง แต่หากเลือกพักโรงแรมที่มีราคาต่ำกว่าอัตราสนับสนุน ภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้สิทธิก็จะลดลง และหากราคาห้องพักตรงกับอัตราที่รัฐกำหนด ผู้ใช้สิทธิก็ไม่ต้องจ่ายค่าห้องพักเพิ่มเติม โดยแนวทางนี้จะช่วยควบคุมและแก้ไขปัญหาการตั้งราคาห้องพักเกินจริงได้โดยตรง
นายลวรณ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การนำวงเงินที่ลดลงจากการปรับรูปแบบการอุดหนุนค่าห้องพัก มาเพิ่มวงเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายวัน ให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยเหตุผลสำคัญคือการใช้จ่ายรายวันสามารถควบคุมและตรวจสอบผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้ง่ายกว่า เนื่องจากผู้ใช้สิทธิจะต้องชำระเงินผ่านระบบที่กำหนด ทำให้ภาครัฐสามารถติดตามการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ
สำหรับวงเงินใช้จ่ายรายวัน ในอดีตอยู่ที่ 300-600 บาทต่อวัน รอบใหม่นี้มีแนวคิดปรับเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีวงเงินใช้จ่ายมากขึ้น และช่วยกระจายรายได้ไปยังร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเป้าหมายสำคัญของโครงการไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เดินทางท่องเที่ยว แต่ต้องการให้เม็ดเงินจากมาตรการลงไปถึงผู้ประกอบการในระดับฐานรากมากที่สุด ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจบริการ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงธุรกิจบริการด้วย เพื่อให้เข้าร่วมโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสได้ หลังจากก่อนนี้ ได้ดูแลร้านค้ารายเล็กรายย่อยไปแล้วผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส60/40 ส่วนรายละเอียดจะช่วยเหลือแบบใด คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนก.ย.นี้