ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก Building Thailand’s Future Today ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

Economics

Thai Economics

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

ชญานิษฐ์ เชื้อกสิการ (โฟม)

Tag

ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก Building Thailand’s Future Today ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

Date Time: 3 ก.ย. 2569 15:55 น.

Video

เจาะลึกหุ้นชิป AI พุ่งไปแล้วเป็นพัน% ยังเหลืออะไรเป็นโอกาสอีกบ้าง? | Digital Frontiers Talk EP.72

Summary

รายงานธนาคารโลกฉบับใหม่ ‘Building Thailand’s Future Today’ เป้าหมายดันไทยสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037 เร่ง GDP โต 5.4% ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 4 เสาหลักสำคัญ และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

Latest


จาการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน

การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่นำโดยภาคเอกชน ซึ่งจะนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ทั่วโลก 

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน Bangkok Business Summit 2026 คือการเปิดตัว รายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลก ‘Building Thailand’s Future Today’ ที่เป็นการเสนอแนวทางการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงของประเทศไทย ผ่านลงทุนและการปฏิรูปเพื่อสร้างงาน เพิ่มผลิตภาพ และวางรากฐานของการเติบโตในระยะยาว 

สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการของธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งการก้าวมาถึงจุดนี้ได้ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก และภาคเอกชนที่เชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาค 

แต่กระนั้นเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบจำลองการพัฒนาที่เคยส่งผลสำเร็จในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 1991 จะไม่สามารถสร้างการเติบโตในระดับที่เพียงพอต่ออนาคตได้อีกต่อไป 

โดยภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางกระแสความท้าทายจาก AI, การเปลี่ยนแปลงของทิศทางค้าและการลงทุนโลก, แรงกดดันด้านภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยจำเป็นต้องรื้อฟื้นและยกระดับขีดความสามารถ สถาบัน และการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตที่ก่อให้เกิดงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น  

โดยนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 อัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.2% ต่อปี (ในช่วงปี 2021-2024) พร้อมกับการสร้างงานในระบบที่จำกัด ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพิมพ์เขียวใหม่เพื่อฟื้นฟูการเติบโต เพิ่มผลิตภาพ และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น

“กลุ่มธนาคารโลกพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาอื่น ๆ เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลก เงินทุน และประสบการณ์ด้านการดำเนินงานมาสนับสนุนการปฏิรูปที่จะยกระดับผลิตภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และ สร้างงานทีมี่คุณภาพยิ่งขึ้น”

แคทเธอรีน แอน สตาเปอร์ตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ( World Bank) กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างก้าวกระโดด จนประชากรในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเติบโตแตะ 20 ล้านคน กลายเป็น 1 ใน 20 เมกะซิตี้ของโลก ขณะที่รายได้ต่อหัว (GDP per capita) เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว และสามารถสร้างงานในระบบที่มีคุณภาพสูงได้ถึง 11 ล้านตำแหน่ง จากกำลังแรงงานรวมราว 40 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดหลังวิกฤตการเงินโลก และยิ่งซ้ำเติมด้วยวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยจะต้องใช้เวลาจนถึงปี 2080 กว่าจะขยับขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง แต่เป้าหมายใหญ่ที่รายงานฉบับนี้เสนอคือ การเร่งสปีดให้ไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันให้อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับ 5.4% ต่อปี 

โดย รายงานฉบับใหม่ของกลุ่มธนาคารโลกที่เปิดตัววันนี้ในงาน Bangkok Business Summit 2026 ระบุว่า ประเทศไทยมีโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการเร่งการ ขยายตัวของผลิตภาพ ด้วยการยกระดับศักยภาพและการสร้างพลวัตในภาคธุรกิจ แรงงาน และระดับท้องถิ่น

ทั้งนี้ จากรายงานระบุว่า กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (Engines of Growth) สามารถเร่งอัตราการเติบโตจากกรณีฐานเดิมที่ 2.9% ขึ้นไปสู่อัตราเป้าหมาย 5.4% ได้โดยช่วยเพิ่มการเติบโตอีก 2.5% ผ่านการพัฒนา 4 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (+0.8%), การส่งเสริมบริษัทแห่งอนาคต (+0.7%), การยกระดับกำลังคนแห่งอนาคต (+0.7%) และการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต (+0.4%) 

ด้าน ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลก ผู้รับผิดชอบประเทศไทย เสริมว่า รายงานฉบับนี้เสนอกรอบวาระการปฏิรูปบนพื้นฐานของสองเสาหลักซึ่งเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ได้แก่ การยกระดับศักยภาพ และการสร้างพลวัต ซึ่งการยกระดับศักยภาพ ต้องอาศัยการก้าวเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการเร่งปรับใช้เทคโนโลยี ส่งเสริม นวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มมูลค่าในประเทศ และขยายผลกระทบเชิงบวกจากการลงทุน

รวมทั้งธนาคารโลกได้มุ่งเน้นที่ 5 อุตสาหกรรมหลักแห่งอนาคต ได้แก่

  • อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง: ผลักดันการเติบโตในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ AI, เซมิคอนดักเตอร์ และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า 9% ต่อ GDP 
  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมสุขภาพ: โดยผลักดันจากการท่องเที่ยวแบบมวลชนสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเป็นมิตรต่อระบบนิเวศในเมืองรอง 13% ต่อ GDP
  • อุตสาหกรรมการบริการด้านดิจิทัล: ส่งเสริมฟินเทค, โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์, การบูรณาการ AI และเงินทุนร่วมลงทุนสำหรับสตาร์ทอัพ 13% ต่อ GDP 
  • อุตสาหกรรมธุรกิจด้านการเกษตร: การยกระดับมูลค่าห่วงโซ่เศรษฐกิจปลายน้ำ, โลจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิ และการทำฟาร์มที่คํานึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 31% ต่อ GDP
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์: ขยายขนาดโครงสร้างเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้จากการผลิตเนื้อหาทางดิจิทัล เกม และทรัพย์สินทางปัญญา 5% ต่อ GDP   

และเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ธนาคารโลกได้นำเสนอการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

1. การยกระดับภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

ธนาคารโลกได้คัดเลือก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าและกระจายการจ้างงาน ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, เกษตรและอาหารแปรรูป, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งรวมถึงสื่อ ดิจิทัลคอนเทนต์ และภาพยนตร์ 

โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนใน GDP ราว 5% แต่มีการเติบโตในระดับสองหลักอย่างต่อเนื่อง หากไทยสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญและวัฒนธรรมให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ขยายผลได้ในระดับโลก เช่นเดียวกับโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ ก็จะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทรงพลัง

2. การสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ

ปัจจุบันประเทศไทยมีสตาร์ทอัพเพียง 10 รายต่อประชากร 1 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าสิงคโปร์ที่มีสูงถึง 1,000 รายอย่างมาก และมีอัตราการเกิดของบริษัทใหม่เพียง 2 รายต่อแรงงาน 1,000 คน ขณะที่ประเทศรายได้สูงมีเฉลี่ยถึง 8 ราย นอกจากนี้ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการค้าต่อ GDP สูงถึง 70% แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากทุนต่างชาติไปสู่ธุรกิจท้องถิ่นยังคงจำกัด 

การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 1% ของ GDP เท่านั้น เทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ 2.5% ในรายงานจึงเสนอเป้าหมายให้เพิ่มสัดส่วน SME ที่ลงทุนด้าน R&D จากปัจจุบัน 8% ขึ้นไปสู่ระดับ 20% เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD

3. การยกระดับทักษะแรงงาน 

ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เนื่องจากปัจจุบันเด็กไทยวัย 15 ปีที่มีทักษะคณิตศาสตร์ระดับสูงมีเพียง 1% เท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 9% และสิงคโปร์ที่ 25% ขณะเดียวกันสัดส่วนประชากรที่เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาของไทยอยู่ที่ 45% เทียบกับประเทศรายได้สูงที่ 82% 

นอกจากนี้ การรับมือกับวิกฤตโครงสร้างประชากรสูงวัยจำเป็นต้องดึงศักยภาพของแรงงานสตรีออกมาใช้ โดยงานวิจัยระบุว่าการลดช่องว่างอัตราการเข้าร่วมในตลาดแรงงานระหว่างชายและหญิงลงเพียงครึ่งหนึ่ง จะสามารถทดแทนการลดลงของกำลังแรงงานจากภาวะสังคมสูงวัยได้เกือบทั้งหมด

4. การพัฒนาเมืองแห่งอนาคต 

ประเทศไทยจำเป็นต้องกระจายความเจริญและปรับเปลี่ยนจากการมีกรุงเทพฯ เป็นเมกะซิตี้เพียงแห่งเดียว ไปสู่การสร้างเครือข่ายเมืองที่มีศักยภาพแข่งขันระดับโลก มีระบบขนส่งเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ ใช้พลังงานหมุนเวียน เมืองคาร์บอนต่ำ และมีระบบป้องกันภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้เมืองรองต่างๆ เป็นศูนย์กลางการเติบโตแห่งใหม่

ในการแปรเปลี่ยนข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริงตามโรดแมปนี้ รายงานได้เน้นย้ำถึงมาตรการเร่งด่วนที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยหัวใจสำคัญคือการวางเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อปลดล็อกให้เม็ดเงินอุดหนุนและเงินทุนสนับสนุนสามารถอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด 

พร้อมทั้งสร้างกลไกที่ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถดึงดูดเทคโนโลยีและทักษะขั้นสูงเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้ธุรกิจขนาดเล็กมีความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งขึ้น 

ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการยกระดับทักษะแรงงานอย่างเข้มข้น วางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเริ่มตั้งแต่การพัฒนาศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยได้รับการศึกษาระดับมาตรฐาน OECD และเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีตำแหน่งงานคุณภาพสูงรองรับ ตลอดจนการพัฒนาเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

ซึ่งการเปิดตัวรายงานฉบับนี้นับเป็นจังหวะเวลาสำคัญก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี IMF-World Bank Group ในเดือนตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และดึงดูดความร่วมมือจากทั่วโลกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney