เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน! สรุปมุมมองนายกฯ-คลัง-แบงก์ชาติ-กกร. จากงาน The Bangkok Business Summit 2026

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน! สรุปมุมมองนายกฯ-คลัง-แบงก์ชาติ-กกร. จากงาน The Bangkok Business Summit 2026

Date Time: 3 ก.ย. 2569 16:31 น.

Video

ดีเจภูมิ vs เปา iHAVECPU เผยแนวคิดวางแผนการเงินกับแฟน แบบไหนแฮปปี้กว่า? I Money Issue EP.66

Summary

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ชี้เป้า 4 กระแสหลักที่ไทยต้องปรับตัว ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, เทคโนโลยี AI, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย

  • กระทรวงการคลังเน้นย้ำการสร้างความร่วมมือในอาเซียน ทั้งด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และการแพทย์ เพื่อสร้างจุดแข็งในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
  • ภาคเอกชนโดย กกร. เสนอให้เปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านต้นทุนไปสู่การสร้างนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยมุ่งเน้น Digital and AI Transformation พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและความปลอดภัยเพื่อสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ
  • ประเทศไทยเตรียมใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group ปี 2569 เพื่อนำเสนอศักยภาพและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

Latest


ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยกลับชะลอลงเลยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนต้องมาพูดคุยกันว่า เราต้องเริ่มทำอะไรเพื่อประเทศก้าวทันโลกและยั่งยืนได้อย่างมั่นคง

Thairath Money สรุปแนวคิดของเหล่าผู้นำที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน จากการประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียนมาไว้ที่นี่แล้ว


4 กระแสเปลี่ยนโลกที่ไทยต้องตามให้ทัน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฉายภาพใหญ่ถึงกระแสหลักที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยโดยมี 4 ด้านหลัก คือ

1. Geopolitics ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์สร้างความไม่แน่นอน และอาจเปลี่ยนบริบทโลกให้เปลี่ยนไปจากเดิม ท่ามกลางสถานการณ์นี้ไทยต้องเร่งปรับตัวและหาวิธีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยืดหยุ่น ที่สำคัญคือการเชื่อมโยงกับโลกในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ และสร้างเครือข่ายที่เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน

2. เทคโนโลยีอย่าง AI สร้างการเปลี่ยนแปลงหลายด้านดังนั้นโจทย์คือนอกจากไทยจะอยู่ในฐานะผู้ใช้งานทางเทคฯ ยังต้องดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ที่สร้างความรู้รวมถึงนำเทคฯ เหล่านี้มาช่วยส่งเสริมภาคธุรกิจ และควรไปให้ถึงระดับ SME

3. Climate Change จะแค่คิดในมิติต้นทุนหรือความท้าทายอาจไม่เพียงพอ แต่เรื่องนี้ต้องสามารถปรับใช้ในภาคธุรกิจในทุกระดับและสร้างการเติบโตในแต่ละอุตสาหกรรมได้จริง

4. สังคมสูงวัย เมื่อคนมีอายุยืนขึ้นยังกลายเป็นโอกาสที่ไทยจะพัฒนาให้เกิดธุรกิจ Longevity Economy มากขึ้นทั้ง Healthcare ธุรกิจการบริการ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

หนึ่งในสิ่งที่นายกฯ เน้นย้ำคือไทย ต้องเชื่อมโยงกระแสต่างๆ ให้เกิดการต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ในไทย และจากที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในหลายด้าน โดยไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าแหล่งผลิต หรือตลาดสำหรับกระจายสินค้า แต่พร้อมจะเป็นพันธมิตรที่สร้างอนาคตทางธุรกิจไปด้วยกัน

นอกจากนี้การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนต.ค. 2569 ประเทศไทยไม่ใช่แค่เจ้าภาพในการจัดงาน แต่เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้นำเสนอจุดเด่นและแนวคิดต่างๆ ให้รับรู้วงกว้างและพร้อมต่อยอดให้เกิดการพัฒนาในอนาคต


“คลัง” ตัวเชื่อม 4 โจทย์หลักให้เกิดขึ้นจริง

เมื่อนายกฯ เล่าถึงภาพใหญ่ก็ถึงฝั่ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เล่าว่า จาก 4 โจทย์หลักที่นายกฯ พูดถึงสะท้อนว่า พรมแดนของโลกอาจไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะผลกระทบอาจเกิดขึ้นได้หลายระดับ ดังนั้นเพื่อรับมือสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชนต้องยกระดับความร่วมมือและความรู้ให้มากขึ้น

นอกจากจุดแข็งเดิมของประเทศไทยที่มีทำเลที่เชื่อมโยงได้ทั้งอาเซียน ยังต้องเดินหน้าสร้างจุดแข็งให้ไทยพร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อกับอาเซียนและโลกในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด, เทคโนโลยี, โครงสร้างระบบการชำระเงิน, Healthcare ฯลฯ ซึ่งภาครัฐพยายามเดินหน้าการพัฒนาความร่วมมือกับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น ด้านพลังงานมีความร่วมมือ ASEAN Power Grid (APG) ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค หรือเทรนด์สังคมสูงวัยที่เกิดขึ้น ไทยมีจุดเด่นเรื่องบริการทางการแพทย์และการบริการ อาจสร้างความร่วมมือกับสิงคโปร์ในการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ จากจุดเด่นทั้งหมดนี้เราสามารถผสานกันได้ ให้เกิดเครือข่ายที่น่าเชื่อถือ และสร้างการเติบโตในระดับโลก ซึ่งความร่วมมือในระดับภูมิภาคนี้จะช่วยให้ไทยพร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

ภาคเอกชนพร้อมรับลูก ไทยต้องเดินหน้า

ผยง ศรีวณิช ประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ความไม่แน่นอน และ AI ที่มีบทบาทในหลายภาคส่วน ไทยยิ่งต้องหาโจทย์ให้ชัดเพื่อสร้างการพัฒนาประเทศได้ตรงจุด ขณะเดียวกันภาครัฐต้องพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดเล็กให้สามารถเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อภาคธุรกิจต่างเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เศรษฐกิจและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะเติบโตขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนสำคัญที่สุดไทยต้องมีความร่วมมือกับอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายในหลายมิติไม่ว่าจะการลงทุน, เทคโนโลยี, ไปจนถึงการสร้างโอกาสเพื่อต่อยอดธุรกิจไทย

ทั้งนี้ ความท้าทายของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่การเติบโต แต่เป็นการสร้างการเติบโตที่สามารถแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องพลิกโฉมประเทศไทย โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุนไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยศักยภาพ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของรัฐบาล การวิจัยของธนาคารโลก และการดำเนินกิจการของภาคเอกชน เพื่อต่อยอดสู่การนำเสนอแนวทางแก่นักลงทุนทั่วโลกในการเป็นประตูสู่เครือข่ายการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน

ประเทศไทยกับ New Horizons

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เล่าว่าช่วงที่ผ่านมาไทยเจอผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับลดลง ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่แค่หาทางรับมือกับผลกระทบแต่ต้องหาทางออกว่าไทยจะกลับมายืนอย่างมั่นคงได้อย่างไร

การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings นี้ ธปท.เตรียมพูดคุยเรื่อง New Horizons เพื่อมาเสริมความแข็งแกร่งทั้งในระดับประชาชน สังคม และระดับประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรากฐานให้เศรษฐกิจของไทย

ในส่วนของธปท. มุ่งเน้นที่ด้าน Digital and AI Transformation เพื่อจะสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่น โดยจุดเด่นที่ไทยเริ่มทำไปแล้วเช่น โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่โดดเด่น อย่างระบบพร้อมเพย์ ที่ปัจจุบันมีจำนวนบัญชีกว่า 83.30 ล้านบัญชี มีธุรกรรมกว่า 2,510 ล้านครั้ง มูลค่าธุรกรรมกว่า 4.39 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกันยังพร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อรับมือภัยทางการเงินต่างๆ โดยที่ผ่านมามีการออกมาตรการเพื่อกำกับดูแล รวมถึงลดผลกระทบจากการหลอกลวงมิจฉาชีพที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เพื่อลดปัญหาเงินเทายังทำมาตรการอื่นๆ ทั้งการรายงานธุรกรรมต้องสงสัย, กำหนดวงเงินการซื้อหรือขายทองคำ เป็นต้น

เรื่องต่างๆ ที่กำลังดำเนินการเหล่านี้จะไม่ได้จบลงในการประชุม แต่เป็นการสร้างพันธมิตรและความร่วมมือจะช่วยให้ภาคการเงินของไทย ภาคธุรกิจ รวมถึงเศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน



ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ