
อาทิตย์ นันทวิทยา (SCBX) ชี้ว่าไทยต้องรับมือกับ 3 เทรนด์โลก คือการแบ่งขั้วทางการค้า, อิทธิพลของ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อยกระดับห่วงโซ่มูลค่า
เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตช้าลง… ประโยคนี้กลายเป็นความกังวลที่ฝังอยู่ในใจประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งคนตัวเล็กไม่กล้าใช้จ่าย ภาคธุรกิจก็อาจชะลอการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน สิ่งที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องเร่งทำคืออะไร
มาหาคำตอบผ่านงาน THAIRATH FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด "Thailand in the New Global Order" ที่ชวน 3 ผู้นำในธุรกิจยักษ์ใหญ่มาเฟ้นหาโอกาส และทางออกให้ประเทศไทยผ่านการพูดคุยในหัวข้อ "The New Global Order : Impact and Opportunities Amongst Superpowers’ Struggle–ระเบียบโลกใหม่ : แรงกระแทกและโอกาสในเกมมหาอำนาจ"
เริ่มกันที่ “อาทิตย์ นันทวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เล่าว่า ปัจจุบันกำลังมี 3 Global Trends สำคัญที่เปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก 1) การค้าการลงทุนกำลังแบ่งขั้ว 2) AI กำลังสร้างผู้ชนะกลุ่มใหม่ และ 3) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เปลี่ยนฐานการแข่งขัน
ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญไทยต้องอาศัยความได้เปรียบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดให้ได้ ไม่ว่าจะการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ยกระดับผลิตภาพและสร้างจุดยืนในห่วงโซ่มูลค่าที่ไทยจะได้ประโยชน์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของประเทศไทย คือ เศรษฐกิจที่เป็น K-Shape ที่ยิ่งขาล่างมีความเปราะบางมีความเดือดร้อนอยู่ หลายคนยังต้องเหนื่อยกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ดังนั้นหากย้อนมองไปช่วงสิบปีที่ผ่านมา ถึงเวลาต้องตั้งคำถามว่า ไทยยังมีรายได้จากกลุ่มเดิมๆ หรือเจอปัญหาแบบเดิมๆ มากแค่ไหน และจะออกแบบ “แผน” อย่างไรเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ได้จริง
ขณะที่ “ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ” ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เล่าว่า ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนจากการค้าเสรีมาสู่การแบ่งขั้ว ธุรกิจอาหารที่เป็นจุดแข็งของไทยอาจต้องปรับตาม ในส่วนของ CPF ปัจจุบันมีการลงทุนทั่วโลกถือเป็นการกระจายความเสี่ยงให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในระดับประเทศเมื่อต้องเจอการเปลี่ยนจาก Globalization ที่ค้าเสรีจากที่เป็นลักษณะห่วงโซ่อาหารเชื่อมโลก มาสู่การแยกขั้วที่เกิดจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะ Covid-19 สงคราม ไปจนถึงภัยพิบัติ ทำให้ทุกประเทศเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร การผลิตเพื่อคนในประเทศเป็นหลัก และทำให้เทรนด์โลกกำลังเข้าสู่การพึ่งพาตนเอง
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งและมีโอกาสในการจะเป็น Headquarter ของธุรกิจระดับโลก ถ้ากฎระเบียบของรัฐพร้อมสนับสนุนให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ส่วนความท้าทายเดิมของไทยที่เศรษฐกิจเป็น K-Shape มองว่าต้องเริ่มหาให้เจอถึงต้นตอของปัญหา และเริ่มวางแผนการบริหารทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยเชื่อว่าเสถียรภาพจะช่วยให้แผนที่วางไว้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและพร้อมพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว
"อาลก โลเฮีย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL เล่าถึงประสบการณ์ของตนเองที่เข้ามาลงทุนในไทยตั้งแต่ปี 1988 จากจุดตั้งต้นเงินทุนราว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังทำธุรกิจในไทยจนก้าวผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 มองว่าประเทศไทยมี Ecosystem ที่ดีซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ จากโครงสร้างพื้นฐานที่ดียิ่งทำให้คนอยากเข้ามาลงทุนในไทย
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีหลายอุตสาหกรรมที่เติบโตได้อย่างดี และมีโอกาสพัฒนาต่อยอดได้อีกมากทั้ง ปิโตรเคมี, ยานยนต์, ธุรกิจอาหาร, Hospitality รวมถึงโครงสร้างตลาดทุนที่สนับสนุนภาคเอกชนได้ดี โดยเชื่อว่าถ้าเราใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่ไทยมีทั้งหมดนี้จะช่วยให้ไทยคว้าโอกาสของอุตสาหกรรมใหม่ๆ และเป็นที่น่าสนใจในตลาดการลงทุนได้
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กจะเข้ามามีส่วนร่วมและได้ประโยชน์จากการลงทุนขนาดใหญ่ได้อย่างไร ทาง อาทิตย์ จาก SCBX มองว่าในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI เป็นคลื่นที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกแต่ไทยจะทำอย่างไรให้เทคฯ เหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจมากกว่าแค่ไทยจะเป็นผู้ใช้งาน
ดังนั้น การวางกติกาให้ประเทศไทยพร้อมสร้างเรื่องใหม่ๆ ทำให้เกิด Local Content, Localization, Technology Transfer ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไทยต้องเริ่มให้มีก้าวแรกเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ความรู้ การพัฒนาทางเทคโนโลยีเข้ามาในไทยให้เกิดขึ้นจริงผ่านการทำแผนระยะยาว เมื่อเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงินเชื่อว่าจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถพัฒนาเรื่องการเพิ่มมูลค่าได้ดียิ่งขึ้นซึ่งจะส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป
ด้าน ประสิทธิ์ จาก CPF ย้ำว่าธุรกิจขนาดใหญ่ต้องมีความร่วมมือและสร้าง Supply Chain ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจท้องถิ่น ธุรกิจขนาดเล็ก โดย CPF มีแผนและโครงการที่พัฒนาคู่ค้าในทุกระดับอย่าง โครงการ Partner to Grow โดยมีคู่ค้าที่ได้รับการสนับสนุน 5,500 ราย คู่ค้า SME 3,600 ราย ถือว่าทำมาต่อเนื่องตั้งแต่เกิดวิกฤต Covid-19 ในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนภาครัฐต้องเร่งเครื่องในด้านในนั้น ประสิทธิ์ มองว่า ตอนนี้รัฐบาลมีแผนอยู่แล้วแต่อาจมีข้อจำกัด เพราะต้องดูแลคนจำนวนมากในทุกอุตสาหกรรม ทว่าเมื่อประเทศไทยอาจโตช้า อาจถึงเวลาต้องเลือกว่า จุดแข็งที่ไทยจะแข่งขันกับเวทีโลกจะเน้นอุตสาหกรรมอะไร โดยต้องศึกษาตลาดอย่างเจาะลึกเพื่อสร้างความโดดเด่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อมีแผนแล้วต้องวางกลยุทธ์ทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาวให้ชัดเจน นำผลที่ได้มาทบทวนและปรับแผนให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอเพื่อให้เกิด Winning Strategy ของประเทศ
สุดท้าย อาลก จาก IVL แชร์ให้ฟังว่า บริษัทขนาดใหญ่มักดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้เกิด Chain อุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะพัฒนาประเทศไทยในภาพรวม ซึ่งบริษัทต้องเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในท้องถิ่นให้มากขึ้น โดยบริษัทใหญ่อาจต้องแบ่งปันด้านเทคโนโลยีเพื่อให้รายเล็กสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของ IVL ยังเน้นสร้างการเติบโตในไทย ผ่านการบริการและเทคโนโลยีที่ดียิ่งขึ้น และมองว่าการใช้จ่ายของภาครัฐยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney