
เข้าสู่เดือนที่ 9 ของปี 2569 เหลืออีก 4 เดือนจะจบปีม้าที่แสนจะละเหี่ยเพลียใจปีนี้ แต่ก่อนจะไปถึงปีใหม่ เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอีกหลายเรื่อง ซึ่งจากการพูดคุยกับหลากหลาย “กูรู” ทางเศรษฐกิจ “มิสเตอร์พี” ขอสรุปมาได้สัก 3-4 เรื่องให้อ่านกัน
เรื่องแรกที่ต้องติดตามยังคงเป็นความกังวลผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ หรือเกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งอาจจะรวมการใช้มาตรการการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯกับทุกประเทศทั่วโลกเข้าไปด้วย ซึ่งกรณีนี้จะสร้างความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงมากขึ้น และอาจจะกระทบต่อประเทศไทยที่ใช้นโยบายเป็นกลางเหนือความขัดแย้ง
เรื่องที่สองที่ต้องจับตา คือ ผลกระทบโดยตรงจากการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ โดยหลังจากไทยถูกเก็บ 12.5% ตามมาตรา 301 ในประเด็นที่สหรัฐฯกล่าวหาไทย “ไม่มีกฎหมาย หรือไม่มีข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ” ไปแล้ว ขณะนี้ยังเหลือการไต่สวนเรื่อง “มีกำลังการผลิตส่วนเกิน” หรือผลิตสินค้าบางประเภทเกินต้องการจนราคาต่ำกระทบผู้ผลิตสหรัฐฯ
ซึ่งจริงๆคือ สหรัฐฯกล่าวหาว่าไทยไม่ได้ผลิตสินค้าเอง ทำให้มีกำลังการผลิตเหลือส่วนสินค้าที่ส่งไปสหรัฐฯนั้น อ้างว่ามาจากที่ไทยเป็นทางผ่านของสินค้าจีนมาเปลี่ยนถ่ายลำเรือ (Transshipment) แล้วส่งออกต่อไปสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดประเทศจีนจากข้อหา “มีกำลังการผลิตส่วนเกิน” สหรัฐฯขอเก็บภาษีจากสินค้าจีนเพิ่มอีก 7.5%
สำหรับโอกาสของประเทศไทย คงต้องรอลุ้นผลการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย—สหรัฐฯ (ART) ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. และจะจบใน 1 ก.ย.นี้ ถ้าตกลงกันได้ เราทำตามที่สหรัฐฯกำหนดมาได้ดีพอสมควร ไทยอาจจะไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มในข้อหา “มีกำลังการผลิตส่วนเกิน” เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่เรื่องที่สาม ที่กังวลกันคือ การคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. หรือเดือน ต.ค.นี้ ไทยจะเข้าสู่ปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตการเกษตร และซ้ำเติมรายได้ของเกษตรกรไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากติดตามข่าวในช่วงนี้ เราจะเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แปรปรวนรุนแรง จนเข้าขั้น “ภัยพิบัติ” มากขึ้นเรื่อยๆ และมีโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศรุนแรงในประเทศไทย ซึ่งภาครัฐ และเกษตรกร ควรจะเร่งประเมินความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ และการเตรียมพร้อมฟื้นฟูตัวเองว่ามีมากน้อยเพียงพอหรือไม่
ท้ายที่สุด เรื่องที่ 4 คือ ความทนทานต่อ “ค่าครองชีพ” ที่สูงขึ้นยาวนาน จากวิกฤติราคาพลังงานที่ยังไม่ลดลง รวมทั้งค่าครองชีพยังมีโอกาสสูงขึ้นอีก หากปรากฏการณ์เอลนีโญเลวร้าย กระทรวงการคลังควรเร่งประเมิน “ความทนทาน” ของประชาชน และเอสเอ็มอีไทย ว่าจะยืนหยัดอยู่ได้นานแค่ไหน หากรายได้ไม่เพิ่ม และมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด ทั้งการช่วยค่าใช้จ่าย ช่วยสภาพคล่องทั้งหลายเพียงพอแล้วหรือยัง
ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ถ้าเราเตรียมตัวพร้อมเผชิญปัญหา เราก็มีโอกาสที่จะรอดได้.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม