EV โตแรง ไทยได้อะไร?

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

EV โตแรง ไทยได้อะไร?

Date Time: 1 ก.ย. 2569 04:07 น.

Video

แบกทั้งบ้านจนไม่เหลือเก็บ! แก้ยังไงดี? โอมศิริ x ราเมษฐ์ KKP | Money Issue EP.71

Summary

รถยนต์ไทยกำลังมาถึงทางแยกที่สำคัญ เพราะการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมผู้บริโภคอีกต่อไป

Latest


รถยนต์ไทยกำลังมาถึงทางแยกที่สำคัญ เพราะการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมผู้บริโภคอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่เคยเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทยอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ค.2569 สะท้อนภาพนี้ได้ดี นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดผลิตรถยนต์ในไทยเดือน ก.ค.ปีนี้อยู่ที่ 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน แรงส่งสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถไฮบริด (HEV) ขณะที่รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) กลับลดลงอย่างหนัก

นั่นคือ รถ BEV ผลิตเพิ่มขึ้น 271.80% รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่ม 295.48% และรถ HEV เพิ่ม 95.35% สวนทางกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปที่ลดลง 62.49%

หากมองตัวเลขสะสมยอดผลิตรถยนต์ในประเทศช่วง 7 เดือน แรกปีนี้ ภาพการเปลี่ยนเกียร์ของยานยนต์ไทยยิ่งชัดขึ้น โดยผลิตรถยนต์รวม 834,595 คัน ลดลงเพียง 0.09% แต่ภายในตัวเลขดังกล่าวกลับเกิดการสลับขั้วครั้งใหญ่ การผลิตรถยนต์นั่ง ICE ลดลง 34.49% เหลือ 92,184 คัน ขณะที่ BEV เพิ่มขึ้น 73.13% เป็น 47,452 คัน PHEV เพิ่ม 34.98% และ HEV เพิ่ม 17.41% กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมไม่ได้กำลังฟื้นตัวกลับไปสู่ภาพเดิม หากกำลังเปลี่ยนรูปไปเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์อีกแบบหนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขการผลิตคือยอดขาย เพราะเดือน ก.ค. ปีนี้ รถ BEV มียอดขายในประเทศ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นถึง 122.08% และคิดเป็น 35.46% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่ง ICE ขายได้เพียง 7,654 คัน ลดลง 34.58% เห็นได้ชัดว่ารถไฟฟ้ากำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มกำลัง ส่วนรถยนต์แบบเดิมกำลังถอยลงอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อขยับสายตาจากโชว์รูมกลับไปยังโรงงาน คำถามสำคัญก็เกิดขึ้นทันทีว่ารถไฟฟ้าที่ขายดีนั้นผลิตที่ไหน

ในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ยอดขาย BEV อยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่ง BEV ในประเทศมีเพียง 46,924 คัน หรือราว 37% ของยอดขาย ความแตกต่างนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม เพราะการเติบโตของตลาดไม่ได้หมายความว่าฐานการผลิตไทยจะเติบโตในสัดส่วนเดียวกัน

รถหนึ่งคันไม่ได้สร้างมูลค่าแค่ตอนส่งมอบกุญแจให้ผู้ซื้อ แต่ยังมีโรงงาน ชิ้นส่วน เหล็ก พลาสติก ยาง ระบบไฟฟ้า แรงงาน วิศวกร การขนส่ง ศูนย์บริการ และธุรกิจต่อเนื่องอีกมากมาย อยู่เบื้องหลัง หากรถที่ขายเพิ่มขึ้นจำนวนมากเป็นรถนำเข้า ประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งย่อมไหลออกไปนอกประเทศ ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศอาจไม่ได้เติบโตตามยอดขาย

นี่จึงทำให้ข้อเสนอเรื่องการทบทวนโครงสร้างภาษีรถนำเข้ามีน้ำหนักมากขึ้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การขวางรถไฟฟ้า เพราะในความเป็นจริงผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมเองก็เดินหน้าสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างจริงจัง หากแต่อยู่ที่การสร้างกติกาที่ทำให้รถที่ลงทุนผลิตในไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมกับรถนำเข้า

แน่นอนว่าการเติบโตของรถไฟฟ้ามีข้อดีไม่น้อย การแข่งขันที่รุนแรงทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ราคาจับต้องง่ายขึ้น และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางที่ใช้พลังงานสะอาด แต่หากไทยเติบโตในฐานะ “ตลาด” มากกว่าการเป็น “ฐานผลิต” สิ่งที่ได้อาจไม่เพียงพอสำหรับประเทศที่สั่งสมอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนาน

อีกด้านหนึ่ง รถกระบะซึ่งเคยเป็นพระเอกของตลาดไทยกลับกำลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงาน ร้านซ่อม ศูนย์บริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกเป็นทอดๆ เพราะสำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก และคนทำมาหากินจำนวนมาก รถกระบะไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย หากเป็นเครื่องมือสร้างรายได้

โจทย์ของไทยจึงซับซ้อนกว่าการเลือกว่าจะเอา “รถไฟฟ้า” หรือ “รถเครื่องยนต์สันดาป” แต่คือการทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ทำลายฐานอุตสาหกรรมเดิมเร็วกว่าที่ฐานอุตสาหกรรมใหม่จะเข้ามาทดแทนได้

การออกแบบนโยบายจึงควรมองไกลกว่าประเภทรถ ไม่ว่าจะเป็น BEV, HEV หรือ ICE สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาคือ การลงทุนจริงในประเทศ การใช้ชิ้นส่วนไทย การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนความสามารถในการสร้างห่วงโซ่อุปทานและการส่งออก เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่บอกได้ว่ารถหนึ่งคันสร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจไทยมากเพียงใด

ประเทศไทยยังมีต้นทุนเดิมที่มีค่า ทั้งโรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงานฝีมือ และเครือข่ายการผลิตที่เชื่อมต่อกับตลาดโลก หากบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านได้ดี รถไฟฟ้าอาจไม่ใช่ผู้ทำลายอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่เป็นสะพานพาอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อนาคต

รถไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนโลก และไทยคงไม่อาจถอยหลังจากการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ สิ่งที่ต้องตัดสินใจจึงไม่ใช่ว่าจะหยุดรถไฟฟ้าหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้รถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกคัน กลายเป็นแรงส่งให้อุตสาหกรรมไทยเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงทำให้ยอดขายเติบโต ขณะที่ความสามารถในการผลิตของประเทศค่อยๆเลือนหายไป!!!

เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ

คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ