“แอตต้า” พาผู้ประกอบการบุก 2 เมืองเศรษฐีอินเดีย ส่งไทยขึ้นฮับเชื่อมการท่องเที่ยว 2 มหาสมุทร

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“แอตต้า” พาผู้ประกอบการบุก 2 เมืองเศรษฐีอินเดีย ส่งไทยขึ้นฮับเชื่อมการท่องเที่ยว 2 มหาสมุทร

Date Time: 31 ส.ค. 2569 04:01 น.

Video

สอนลูกเรื่องเงินยังไง? กับ Sai Money Monster x ออม แม่บ้านสาธุ | Money Issue EP.72

Summary

แอตต้า และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดงาน TAT-ATTA AMAZING ROADSHOW INDIA 2026 นำ 76 ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยบุก 2 เมืองเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอินเดีย “มุมไบ-บังกาลูรู” เพื่อจัดกิจกรรม Business Matching ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวอินเดีย ใน 2 เมือง ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในด้านเศรษฐกิจ และเป็นเมืองมีกำลังซื้อสูงของอินเดีย

Latest


ภายใต้ผลกระทบของ “สงครามการค้า” หลังสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกและผลกระทบจาก “สงครามในตะวันออกกลาง” วิกฤติราคาพลังงาน ผลักดันค่าครองชีพให้สูงขึ้นทั่วโลก ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา และความหวาดกลัวสงครามเหล่านี้ ทำให้การท่องเที่ยวไทยปีนี้ดูไม่สดใส

อย่างไรก็ตาม “ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทย”  ยังเห็นโอกาสที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น เพราะแม้ในวิกฤติ “ประเทศไทย” ก็ยังมี “จุดแข็ง” นอกเหนือจากธรรมชาติที่สวยงาม ความเป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใสของผู้คน ความสะดวกสบายที่ไม่แพ้ประเทศที่เจริญแล้ว ภูมิประเทศของเราที่อยู่ห่างจากกลุ่มประเทศที่เกิดสงคราม และการเป็นประเทศที่เป็นกลางที่มีความปลอดภัยสูง ยังช่วยให้นักท่องเที่ยวสบายใจได้มากขึ้น การเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย จึงเป็นเรื่องที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนไทย ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาที่ยอดนักท่องเที่ยวจีนตกลงจากอันดับ 1 มาเป็นที่ 2 โดยมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียแซงหน้าขึ้นไป ขณะที่นักท่องเที่ยวอินเดียกลับเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นนักท่องเที่ยวที่มาไทยสูงสุดเป็นอันดับ 3 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นใน 5 ปีข้างหน้า

เมื่อวันที่ 19-21 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดงาน TAT-ATTA AMAZING ROADSHOW INDIA 2026 นำ 76 ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยบุก 2 เมืองเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอินเดีย “มุมไบ-บังกาลูรู” เพื่อจัดกิจกรรม Business Matching ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวอินเดีย ใน 2 เมือง ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในด้านเศรษฐกิจ และเป็นเมืองมีกำลังซื้อสูงของอินเดีย

โดยชูกลยุทธ์ Two-Way Tourism ที่การเดินทางไปครั้งนี้ผู้ประกอบการไทยจะได้มากกว่าลูกค้า แต่เป็นพันธมิตรการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง หวังที่จะปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระหว่างสองมหาสมุทร “อินเดีย ภูมิภาคอาเซียน และจีน” โดยมีผู้ประกอบการสัญชาติอินเดียเข้าร่วมงานรวม 2 เมืองมากกว่า 300 ราย

จับมืออินเดียเสริมเขี้ยวเล็บเที่ยวไทย

นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวในการเปิดงาน TAT-ATTA AMAZING ROADSHOW INDIA 2026 ว่า ด้วยความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้ แอตต้า มองว่า ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เป็นตลาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสอีกมาก เพราะคนอินเดียยังสนใจมาเที่ยวประเทศไทย ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม Incentive Group หรือกลุ่มพนักงานที่ได้รับรางวัลจากบริษัทมาเที่ยวเป็นหมู่คณะ กลุ่ม Mice หรือกลุ่มนักเดินทางเชิงธุรกิจ เพื่อร่วมประชุม สัมมนา และกลุ่มที่มาแต่งงานฮันนีมูนในไทยแล้ว ในปีที่ผ่านมายังเห็นสัดส่วนนักท่องเที่ยว FIT หรือนักท่องเที่ยวที่มาเองเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวอินเดียเพิ่มขึ้นเป็นอันดับต้นๆของนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมในปี 68

“สำหรับกลยุทธ์หลักที่แอตต้าใช้ในการจัดโรดโชว์อินเดียในครั้งนี้ คือ Two-Way Tourism หรือการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในการโรดโชว์ที่ประเทศจีน เราแสดงให้ ทางอินเดียเห็นว่าการมาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแต่มาเพื่อดึงนักท่องเที่ยวอินเดียเข้ามาไทยอย่างเดียว แต่เรามีหนทางที่จะนำนักท่องเที่ยวไทยมาเที่ยวอินเดียมากขึ้นด้วย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของอินเดียยินดีที่จะเป็นพันธมิตร และส่งลูกค้ามาให้เรามากขึ้น แม้ว่าจำนวนคนอินเดียที่มาไทยกับคนไทยที่มาอินเดียยังน้อยเทียบกันไม่ได้ เพราะเราไม่ได้มาขอเขาฝั่งเดียว แต่เราอยากมาเที่ยวบ้านเขาด้วย”

นอกจากนั้น ยังชูการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของสองมหาสมุทร เราต้องทำให้ไทยเป็นจุดพักท่องเที่ยวของคนอินเดียที่จะมาเที่ยวที่ไทยก่อนที่จะไปประเทศอื่นๆในอาเซียน หรือต่อไปยังประเทศจีน และเชื่อมจากนักท่องเที่ยวจากจีน หรืออาเซียนมาพักเที่ยวที่ไทย และต่อไปเที่ยวอินเดียด้วย ซึ่งทั้ง 3 ภูมิภาคมีตลาดรวมกว่า 3,400 ล้านคน และกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่จะทำต่อเนื่องจากการไปโรดโชว์ที่จีนของแอตต้าในช่วงต้นปี และครั้งนี้มาต่อที่อินเดีย และในช่วงปลายเดือน พ.ย. ATTA จะพาผู้ประกอบการไทยไปโรดโชว์ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย

นายธนพล ย้ำว่า “การส่งเสริมท่องเที่ยวต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่มัวกลัวสงครามแล้วไม่ทำ ถ้าหยุดทุกอย่างก็จบกัน ถ้าทำยังมีโอกาสได้ไปต่อ ต้องชี้ให้เห็นว่าเราเป็นประเทศ ที่ไม่เกี่ยวกับสงครามและปลอดภัย”

เจาะกลุ่มฮีลใจ “วัยทำงาน–เศรษฐี” ภารตะ

ขณะที่ นายณัฐจิต อุ่นเสียม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานมุมไบ ประเทศอินเดีย เล่าถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวอินเดียว่า ประเทศอินเดีย มีประชากรเป็นอันดับต้นๆของโลก มีคนที่เริ่มมีกำลังซื้อในอายุที่อยากออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก เศรษฐกิจอินเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่อันดับ 6 ของโลก แต่มีโอกาสจะขยับแซงอันดับ 5 และอันดับ 4 ได้ในไม่ช้า ในปีที่ผ่านมา คนอินเดียออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากถึง 32.71 ล้านคน จุดหมายคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย เป็นอันดับที่ 1 และ 2 ส่วนอันดับ 3 มาประเทศไทย โดยในปี 68 มาไทยทั้งสิ้น 2,487,319 คน

ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 15 สิงหาคม คนอินเดียมาเที่ยวไทยแล้ว 1,456,696 คน ชะลอจากระยะเดียวกันปีก่อนแต่คาดว่าในช่วงไฮซีซันจะมีนักท่องเที่ยวอินเดียเข้ามามากขึ้น ส่วนใหญ่มาพักครั้งละ 6-7 คืน ใช้จ่ายอยู่ที่ 38,340 บาทต่อคน ขณะที่คู่แข่งในอาเซียน คือ สิงคโปร์ และ เวียดนาม ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมีนักท่องเที่ยวอินเดียไปเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก

สำหรับเมืองที่นักท่องเที่ยวอินเดียมาไทยสูงสุดคือ เดลี ขณะที่มุมไบ และบังกาลูรู เป็นอีก 2 เมืองเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ มีระดับเศรษฐี มหาเศรษฐีของอินเดียอาศัยอยู่ โดยมุมไบ เป็นเมืองท่าที่สำคัญมายาวนาน บังกาลูรู เป็นเมืองที่เติบโตรวดเร็วจากการ เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล มีสตาร์ตอัพที่เป็นระดับยูนิคอร์นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังมีเมือง TIER 1 CITIES หรือเมืองเอกที่เราสามารถจะเจาะนักท่องเที่ยวเพิ่มได้อีก เช่น ไฮเดอราบัด ศูนย์กลางด้านไอทีและเภสัชกรรม เจนไน เมืองหลวงทางอุตสาหกรรมทางใต้ และโกลกาตา ศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมตะวันออก

“นอกจากเมืองเอกของอินเดียแล้ว ททท.ยังขยายไปสู่การจัดงานแนะนำประเทศไทยในเมืองรองที่มีศักยภาพ เช่น เมืองสุรัต โคจิ หรือราชคต ซึ่งเป็น เมืองที่มีเหมืองเพชรจำนวนมาก รวมทั้งเพิ่มนักท่องเที่ยวเจนมิลเลนเนียม เจน Z นักท่องเที่ยวไฮเอนด์ และนักท่องเที่ยวที่มาดูแลสุขภาพรักษาพยาบาลในไทย”

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เพราะมีประชากรถึง 1,400 ล้านคน มีจำนวนคนที่มีพาสปอร์ต 92 ล้านคน และกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียโต 2 หลัก ทำให้อินเดียสามารถเป็น Game Changer สำหรับการท่องเที่ยวไทยได้ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวอินเดีย ยังถูกจำกัดด้วยจำนวนเที่ยวบินและที่นั่ง ซึ่งทาง ททท.และสายการบินพยายามที่จะเจรจาเพิ่มเที่ยวบิน และเมืองที่บินให้มากขึ้น

ทั้งนี้ นอกเหนือจากนักท่องเที่ยวอินเดียกลุ่มเดิมที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง การโรดโชว์ในเมืองใหญ่ เมืองที่มีนักธุรกิจ อุตสาหกรรมดิจิทัล และวัยทำงาน ซึ่งต้องการการพักผ่อนฮีลใจใช้ชีวิตสงบสุข ยังสอดคล้องกับแคมเปญ Healing Journey Thailand ที่อยากให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยเพื่อพักผ่อนเยียวยาจิตใจ ซึ่งขณะนี้คนไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์มองว่า ไทยเป็น Weekend Destination คิดอยากพักก็มาเมืองไทย ซึ่งพฤติกรรมนี้เหมาะที่จะส่งเสริมกับนักท่องเที่ยวอินเดียที่ไม่ได้วางแผนทริปนาน คิดจะมาก็มาได้ทันทีเช่นกัน

เชื่อมั่นนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2.7 ล้านคน

นายวัฒนชัย ชาตรีรัตน์ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกเมืองมุมไบและบังกาลูรูในการมาโรดโชว์ครั้งนี้ เนื่องจากทั้งสองเมืองเป็นเมืองเศรษฐกิจของอินเดีย คนมีกำลังซื้อและมีการเติบโตของธุรกิจ โดยมุมไบถือเป็นเมืองท่าทางเศรษฐกิจมายาวนาน เป็นศูนย์กลางธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ก็ตั้งอยู่ที่มุมไบ ในขณะที่บังกาลูรู ถือเป็นที่เจริญอย่างรวดเร็ว เป็นฐานใหญ่ของธุรกิจดิจิทัล เปรียบเหมือน “ซิลิคอน วัลเลย์” ของอินเดีย

และในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสองเมืองนี้ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจมาเที่ยวมากขึ้นด้วย ทำให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ Two-Way Tourism ของเรา เพราะพันธมิตรของเราที่อินเดียก็อยากให้มีคนมาเที่ยวอินเดียเพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มที่มีศักยภาพของอินเดียที่ไทยให้ความสนใจชวนไปเที่ยวไทยให้มากขึ้น คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่ม Incentive Group หรือกลุ่มบริษัท กลุ่ม Mice และกลุ่มที่มาแต่งงานที่ไทย และที่ผ่านมาเราได้มีการทำการตลาดโดยตรงกับ Wedding Planner ของอินเดีย รวมทั้งส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวอินเดียมาเที่ยวในเมืองรองมากขึ้น โดยนอกเหนือจากกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต กระบี่ ซึ่งนักท่องเที่ยวอินเดียให้ความนิยมแล้ว ยังมีเชียงใหม่ หัวหิน ที่นักท่องเที่ยวอินเดียอยากให้มีเที่ยวบินตรงจากอินเดีย ซึ่งเท่าที่หารือกับ ททท.และสายการบินก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆนี้ รวมทั้งยังแนะนำให้นักท่องเที่ยวอินเดียเปิดประสบการณ์เมืองรองใหม่ๆ อย่างเชียงราย พังงา เกาะสมุย กาญจนบุรี และราชบุรีอีกด้วย

“ผมมองว่าตลาดอินเดียยังสามารถเติบโตได้อีกมาก และเชื่อมั่นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในไทยจะมากกว่าปีที่ผ่านมาทะลุ 2.7 ล้านคนแน่นอน เพราะหลังจากรัฐบาลได้ยกเว้นวีซ่า (Free Visa) ให้ชาวอินเดีย เดินทางเข้าประเทศไทยและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน มีความชัดเจน นักท่องเที่ยวอินเดียที่ชะลอการเดินทางเพื่อรอความชัดเจนในช่วงเดือน มิ.ย.ได้เริ่มกลับมาเที่ยวไทยแล้วจำนวนมาก”

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวเพิ่มว่า หน้าที่หลักของแอตต้า คือการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย จัดหาช่องทางและวิธีการในการขยายตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการนำเสนอแนวคิด และทิศทางนโยบายที่มีประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวไทยให้กับรัฐมนตรีผู้กำหนดนโยบาย และประสานงานกับหน่วยงานการท่องเที่ยวภาครัฐ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว และขยายตลาดการท่องเที่ยวไทย

“เมื่อมองภาพรวมของการท่องเที่ยวไทย เราคงต้องสร้างสมดุลของนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้การท่องเที่ยวของไทยเติบโตต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้าง  “ประสบการณ์ที่ดี” ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน ระบบการตรวจคนเข้าเมืองต้องรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเพื่อดูปริมาณนักท่อง เที่ยวที่เข้าด่านไม่ให้ใช้เวลานานเกินไป

นอกจากนั้น เรายังต้องคิดถึงการลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวจากประเทศใดประเทศหนึ่ง เมื่อในปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนลดลงมาก มาเลเซียยังดีอยู่ นักท่องเที่ยวอินเดียเป็นอันดับ 3 ถ้าปีนี้เราคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีน 7 ล้านคน ซึ่งไม่ได้สูงเหมือนแต่ก่อน เราก็หาอินเดียมาเพิ่ม รวมกับมาเลเซียให้ได้อีก 7 ล้านคน มาช่วยคานกัน แล้วเพิ่มยอดของนักท่องเที่ยวที่อื่นช่วย เราก็อาจจะลดความกังวลนักท่องเที่ยวจีนลดไปได้บ้าง และยังมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย”

ท้ายสุด ความสำเร็จของการโรดโชว์ครั้งนี้ คงต้องสอบถามจากผู้ประกอบการทั้ง 76 ราย ซึ่งประกอบด้วย บริษัทจัดการท่องเที่ยว (DMC) 31 ราย โรงแรมและที่พักแรม 33 ราย ทั้งจากกรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ หัวหิน และอีก 14 ราย เป็นสถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรมเพื่อสันทนาการและความบันเทิง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในเชิงท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระบุว่า “ได้เสียงตอบรับ และการเจรจาเชิงธุรกิจในทิศทางที่ดี หลายรายปิดจบดีลการเจรจาได้ในการโรดโชว์ครั้งนี้  ในขณะที่บางรายเป็นการมาพบปะเพื่อย้ำความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรที่ทำธุรกิจกันอยู่ก่อนหน้า ในขณะที่อีกหลายรายมาเปิดตัว

เพื่อให้ผู้ประกอบการอินเดียรู้จัก หาตลาดใหม่ แต่ทั้งหมดเชื่อว่าตลาดอินเดียจะเป็นอีกตลาดที่มีศักยภาพ และเพิ่มรายได้กับการท่องเที่ยวไทยในอนาคต”.

ทีมเศรษฐกิจ



คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ