
นางจุฑามาศ บุญแสง ประธานสหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย เปิดประเด็นให้รัฐทบทวนแนวคิดประกันราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเห็นว่าการอัดงบลงไปประกันราคาอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะปัญหาของเกษตรกรรายย่อยอยู่ที่ “ไม่มีเงินทุนและไม่มีที่เก็บ” เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจึงต้องรีบขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลาง เพื่อนำเงินมาใช้หมุนเวียน ทำให้ไม่สามารถรอขายในช่วงที่ราคาดีได้
ยิ่งในช่วงฤดูฝน ข้าวโพดที่ออกสู่ตลาดมีความชื้นสูงประมาณ 30-38% ราคาที่เกษตรกรได้รับจริงจึงถูกหักค่าความชื้น เหลือเพียงประมาณ 5-6.50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาประกันกำหนดไว้ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับข้าวโพดความชื้น 14% และหากคำนวณที่ความชื้น 30% จะเหลือประมาณ 7.05 บาทต่อกิโลกรัม
แต่เมื่อพ้นช่วงเก็บเกี่ยว สถานการณ์กลับตาลปัตร เพราะข้าวโพดส่วนใหญ่ถูกซื้อไปอยู่ในมือพ่อค้าแล้ว ราคากลับขยับขึ้นถึง 12-13 บาทต่อกิโลกรัม ผู้เลี้ยงสัตว์จึงต้องเป็นฝ่ายควักเงินซื้อวัตถุดิบในราคาสูง ขณะที่เกษตรกรซึ่งขายผลผลิตไปก่อนหน้านั้นไม่ได้ประโยชน์จากราคาขาขึ้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ปัญหาจึงไม่ได้จบที่ราคาข้าวโพด หากแต่ลามมาถึงต้นทุนการผลิตของภาคปศุสัตว์โดยตรง โดยเฉพาะไก่ไข่ที่มีค่าอาหารสัตว์คิดเป็นกว่า 60% ของต้นทุนทั้งหมด เมื่อข้าวโพดแพง ต้นทุนก็ขยับทันที แต่การขึ้นราคาไข่ไก่กลับทำได้จำกัด เพราะต้องเผชิญทั้งกำลังซื้อและกลไกตลาด
อีกแรงกดดันที่ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องการให้รัฐทบทวนคือมาตรการ 3:1 ที่กำหนดให้โรงงานอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน แม้มีเป้าหมายช่วยดูดซับผลผลิตในประเทศ แต่ในมุมผู้ใช้วัตถุดิบกลับหมายถึงการต้องซื้อข้าวโพดไทยในราคาสูง ขณะที่ประเทศคู่แข่งมีทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบจากตลาดโลก
มาเลเซียและเวียดนามสามารถนำเข้าข้าวโพดได้ในราคาประมาณ 5-7 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาข้าวโพดไทยในบางช่วงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่า และยิ่งเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันสินค้าปศุสัตว์ในตลาดภูมิภาค
ขณะที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยมีประมาณ 4.5 ล้านตัน หากซื้อในประเทศครบตามสัดส่วน 3:1 จะมีสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลีได้ราว 1.5 ล้านตัน รวมวัตถุดิบประมาณ 6 ล้านตัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีส่วนขาดอีกประมาณ 3-4 ล้านตัน
“จึงขอเสนอให้รัฐเปลี่ยนจากการประกันราคาเป็นการลดต้นทุนการผลิตโดยตรง ทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ และน้ำมัน ผ่านระบบบัตรสวัสดิการ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือเกษตรกรจริง พร้อมทบทวนมาตรการ 3:1 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต้นทุนและการแข่งขันในตลาดโลก”
ด้านสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติแสดงจุดยืนผ่านเฟซบุ๊กของสมาคม ไม่เห็นด้วยกับการสร้างภาระให้ภาคปศุสัตว์ด้วยการประกันราคาข้าวโพด โดยมองว่าหากรัฐต้องใช้งบประมาณเพื่อประกันราคาและชดเชยส่วนต่าง ขณะที่ผู้รวบรวมเป็นผู้รับซื้อผลผลิต ก็อาจกลายเป็นภาระทางการคลังโดยไม่สามารถรับประกันได้ว่าเงินจะถึงเกษตรกรผู้ปลูกตัวจริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเสียงคัดค้านจากทั้งผู้เลี้ยงไก่ไข่และสุกรได้สะท้อนโจทย์ใหญ่ของนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ว่า หากช่วย “ราคาหน้าฟาร์ม” แต่ปล่อยให้ “ต้นทุนอาหารสัตว์” สูงขึ้น ผลประโยชน์อาจไม่ตกถึงมือคนปลูก ขณะที่ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องรับภาระเต็มๆ และเมื่อคู่แข่งในภูมิภาคมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่า สินค้าไทยก็ยิ่งถูกบีบให้แข่งขันลำบาก สุดท้าย การประกันราคาอาจช่วยพยุงตัวเลขราคาข้าวโพดได้ในกระดาษ แต่คำถามสำคัญกว่าคือ เกษตรกรได้ประโยชน์จริงแค่ไหน และผู้ประกอบการไทยจะยังสู้คู่แข่งได้หรือไม่ หากต้นทุนวัตถุดิบยังแพงกว่าตั้งแต่ต้นทาง