แบงก์ชาติร่วมมือ 11 หน่วยงาน สกัดเครือข่ายเงินเทาให้เป็นระบบทั้งเงินสด-ทองคำ-USDT-ธุรกรรมเสี่ยงสูง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

แบงก์ชาติร่วมมือ 11 หน่วยงาน สกัดเครือข่ายเงินเทาให้เป็นระบบทั้งเงินสด-ทองคำ-USDT-ธุรกรรมเสี่ยงสูง

Date Time: 10 ก.ย. 2569 18:50 น.

Video

วิธีเสียภาษีหุ้นนอกน้อยที่สุด & เทคนิคโอนเงินกลับไทย กับ TaxBugnoms x TISCO | Money Issue EP.75

Summary

ธปท. ผนึกกำลัง 11 หน่วยงาน อาทิ ปปง., ก.ล.ต. และสมาคมธนาคารไทย เพื่อสร้างมาตรฐานการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและปิดช่องโหว่การฟอกเงินทั้งระบบ

  • เน้นการสร้างอุปสรรคให้มิจฉาชีพผ่านการยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินสด การโอนเงิน และการแปลงสินทรัพย์ เช่น ทองคำและ USDT ให้มีความยากลำบากขึ้น
  • มาตรการควบคุมการฝาก-ถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดถอนเงินสดลดลงจาก 1 แสนล้านบาท เหลือ 4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และช่วยลดการถอนทองคำแท่งลงถึง 70%
  • มุ่งเน้นการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) ระหว่างสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้สามารถติดตามและยับยั้งธุรกรรมที่น่าสงสัยได้อย่างทันท่วงที
  • ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบร้านค้า (KYM) และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการสวมรอยเป็นนอมินีและลดพฤติกรรมผิดกฎหมายในภาคการชำระเงิน

Latest


แม้ช่วงนี้ข่าวคราวแก๊งมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ และทุนเทาดูน้อยลง แต่ความเสียหายจากภัยเหล่านี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพที่แอบแฝงตัวโอนเงินเข้าออกผ่านบัญชี หรือแปลงเงินสดเป็นทรัพย์สินอื่นๆ ดังนั้นถ้าอยากแก้ปัญหานี้ ทุกฝ่ายยิ่งต้องร่วมมือกัน

จากความตั้งใจนี้กลายเป็น “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมมือกับ 11 หน่วยงานมาร่วมกันแก้ปัญหาที่แฝงอยู่ในระบบการเงินไทย

ทำทีละจุด…ไม่ได้ ต้องทำทั้งระบบ

เริ่มกันที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล่าว่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเงินเทามักทำแยกทีละเรื่อง ทีละจุด แต่เมื่อมิจฉาชีพปรับตัวไวขึ้น ภาคการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยิ่งต้องทำงานร่วมกันเพื่อปิดช่องโหว่เดิมๆ ซึ่งกรอบความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ 11 หน่วยงานนี้จะช่วยตอกย้ำเป้าหมายในการป้องกันไม่ให้ภาคการเงินเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายและการทุจริต

แม้ว่าแบงก์ชาติจะไม่มีอำนาจโดยตรงในการเข้าตรวจจับ ยับยั้งไม่ให้เหตุเกิดขึ้น แต่เราสามารถสร้างความยากลำบาก (อุปสรรค) ให้เงินเทาที่จะเข้ามาใช้บริการทางการเงินได้ ให้มิจฉาชีพเจอ “คอขวด” เมื่อจะโอน หรือ แปลงสินทรัพย์

“โอนเงินเข้า-ออกยากขึ้น ถอนเงินสดยากขึ้น และแปลงเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ ได้ยากขึ้น ซึ่งหวังว่าธุรกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ค่อย ๆ ลดลงในที่สุด” วิทัย กล่าว

ทั้งนี้ การยกระดับเพื่อจัดการเงินเทาจะครอบคลุมทุกสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ ผู้ให้บริการ Payment Gateway, ผู้ให้บริการ แลกเปลี่ยนเงินตรา, กลุ่ม Non-bank (สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร), ฝั่งสินเชื่อและไม่ใช่สินเชื่อ เพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ ธปท. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) หากพบข้อมูลผู้กระทำผิดอาจแชร์ข้อมูลต่อให้สถาบันการเงินอื่นๆ รวมถึงหน่วยงานอย่าง ปปง., ก.ล.ต., ป.ป.ช. และตำรวจ เพื่อสร้างอุปสรรคให้เครือข่ายเงินเทา

“ธนาคาร-ระบบชำระเงิน” ต้องเจาะลึกกว่าเดิม

ด้าน “ผยง ศรีวณิช” ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาคมธนาคารไทย (TBA) และธนาคารสมาชิกปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภัยทางการเงิน ลดความเสี่ยงที่บัญชีธนาคารจะถูกใช้ทำธุรกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงกรณีการสวมรอยเป็นนอมินี ผ่านการสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เพื่อการสกัดอาชญากรรมทางการเงิน และเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมาย ต้องมาจากการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมองว่ามี 4 ส่วนที่เริ่มทำแล้วและกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ 

1) ธปท. ช่วงที่ผ่านมามีมาตรการควบคุมการซื้อขายทองออนไลน์ และอื่นๆ 

2) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่จะสร้าง Travel Rule ขึ้นมา 

3) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่มีกฎให้ต้องรายงานธุรกรรมเสี่ยงทันที 

4) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่มีส่วนในการตรวจสอบการเป็นนอมินี

ขณะที่ “ยอด ชินสุภัคกุล” นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) มองว่า ระบบการชำระเงินต้องมีมาตรฐานยิ่งขึ้นโดยมี 3 หลักการสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบต่างๆ, สร้างความยากลำบากสำหรับคนที่ตั้งใจทำไม่ดี เชื่อว่าจะช่วยลดพฤติกรรมเหล่านั้นได้ และสุดท้ายการทำให้ทันท่วงที เช่น การแชร์ข้อมูล ปรับระบบให้เท่าทันเทคนิคใหม่ๆ ของมิจฉาชีพถือเป็นเรื่องสำคัญ

หลักการเหล่านี้จะปรับใช้ทั้ง ฝั่งร้านค้า ที่ต้องทำเรื่อง KYM (Know Your Merchant) ให้ดียิ่งขึ้น ฝั่งลูกค้าที่ต้องทำให้มีความโปร่งใส ที่สำคัญคือเครือข่ายการชำระเงินต้องมีการนำส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูล

แบงก์ชาติทำอะไรไปแล้วบ้าง

ปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคการเงินไทย ที่แบงก์ชาติจับมือกับหลายหน่วยงาน ออกเกณฑ์กำกับในหลายด้าน โดย วิทัย ผู้ว่า ธปท. เล่าถึง 3 เรื่องที่ทยอยทำมาในปีนี้ ได้แก่

มาตรการฝาก-ถอนเงินสด ที่ออกมาในปี 2569 นี้สร้างผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจน อย่างการถอนเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไป จากเดิมที่มียอดรวม 100,000 ล้านบาทต่อเดือน ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 40,000 ล้านบาทต่อเดือน

ขณะที่ขาการฝากเงินสด คาดว่าภายในเดือนต.ค. ปีนี้ที่จะปรับเกณฑ์ให้ผู้ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องแสดงหลักฐานหรือชี้แจงที่มาของเงินสด เพราะปัจจุบันธุรกิจมักใช้การโอนเงินหรือเช็คเป็นหลัก ซึ่งหากเงินสดนั้นชี้แจงแหล่งที่มาได้ชัดเจนก็ไม่มีปัญหาสามารถฝากได้ตามปกติ

มาตรการที่ใช้กับการซื้อทองคำมูลค่าสูง เช่น ใช้เงินสด 10-15 ล้านบาทซื้อทองคำ ผู้ซื้อต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดจึงใช้เงินสดและนำเงินมาจากไหน ตั้งแต่มาตรการนี้เริ่มใช้ส่งผลให้การถอนทองคำแท่งปริมาณสูงลดลงไปแล้วถึง 70%

กรณี USDT เนื่องจากที่ผ่านมาพบธุรกรรมจำนวนมากที่มีการโอน USDT จากกระเป๋าเงินต่างชาติที่ไม่ระบุตัวตนเข้ามาไทยแล้วขายทันที หรือซื้อ USDT แล้วโอนออกไปต่างประเทศทันที เหมือนการขนเงินออกนอกประเทศ แม้เรื่องนี้ ธปท. จะไม่ได้เป็นผู้กำกับหลัก แต่ที่ผ่านมาทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันทาง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) คาดว่าเร็วๆ นี้จะประกาศกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ USDT และ Travel Rule ออกมาได้

“เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทุนเทาอาจไม่สามารถนำเงินก้อนใหญ่เข้าสู่ระบบธนาคารได้ เขาก็ต้องไปใช้นอกระบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะค่อยๆ ตามสกัดและปิดช่องทางไปทีละเรื่อง” วิทัย กล่าว




อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ