
รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของจีดีพี ผ่านมาตรการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยการลงทุนกำลังกลับมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังขยายตัวในระดับ 2 หลักต่อเนื่อง 2 ไตรมาส และไตรมาส 2 ปีนี้ขยายตัวถึง 64% สูงสุดในรอบกว่า 10 ปี
การฟื้นตัวของการลงทุนกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกและการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ให้มีการลงทุนเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากปัจจุบันราว 20% เป็น 30% ของจีดีพี ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการ Thailand Fast Pass เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเห็นสัญญาณจากยอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครึ่งปีแรกที่เพิ่มขึ้น 37% มูลค่า 1.47 ล้านล้านบาท
พร้อมกันนี้ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยเน้นการลงทุนใน 3 ด้าน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และการพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพ
ขณะที่ตลาดทุนไทยเริ่มเห็นแรงส่งจากเงินลงทุนต่างชาติ โดยนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า SET Index ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ตั้งแต่ต้นปี สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 67,000 ล้านบาท สะท้อนความสนใจที่กลับมาในตลาดหุ้นไทย
บรรยากาศดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดงาน Thailand Focus 2026 ซึ่งมีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วม 220 ราย จาก 74 สถาบันทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอลที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก โดยนักลงทุนได้พบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน 77 บริษัทในตลาด SET และ mai ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 16 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 80% ของตลาด
การพบปะนักลงทุนเกิดขึ้นผ่านการประชุมแบบ one-on-one และ group meeting รวม 1,552 ครั้ง โดยกลุ่มธุรกิจที่เป็นจุดแข็งของไทย รวมถึง 15 บริษัทในโครงการ JUMP+ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นพิเศษ ขณะที่ยังมีบริษัทจดทะเบียนจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามเข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
นายอัสสเดชกล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของไทย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะที่ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นยังมาจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า การปรับมุมมองด้านความน่าเชื่อถือของประเทศ และนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุน
ด้านนายเอกนิติกล่าวถึงความคาดหวังต่อตลาดทุนไทยว่า ได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก่อนมาร่วมพูดคุยกับนักลงทุนในงาน Thailand Focus โดยหวังว่า ตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปถึง 2,000 จุดภายในปีนี้
สำหรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย รัฐบาลมองว่าประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ จึงต้องเร่งสร้างทั้งเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันควบคู่กัน
ในด้านการลงทุน นายเอกนิติมองว่าบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันมีความคล้ายกับช่วงปี 2528-2529 ซึ่งไทยเคยได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่และนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมใหม่จำนวนมาก โดยรอบนี้ไทยมีโอกาสเป็นฐานการผลิตของนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและย้ายฐานการผลิต
รัฐบาลจึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการลงทุน โดยให้ตลาดทุนเป็นกลไกส่งผ่านเงินทุนไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างการลงทุนระยะยาว
นายเอกนิติกล่าวว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการร่วมลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างฐานการเติบโตใหม่ให้กับประเทศ