
บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ส่งหนังสือยืนยันขอสิ้นสุดสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งเป็นเอกชนคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้ส่งหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อยืนยันการใช้สิทธิขอสิ้นสุดสัญญาตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงขอยกเลิกข้อตกลงการบริหารและการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งสัญญาการเดินรถจะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ รฟท.ยังไม่เห็นด้วยกับการยุติสัญญา และได้เชิญบริษัทเข้าหารือเพื่อหาทางออก โดยก่อนหน้านี้ภาครัฐได้ขอให้เอกชนพิจารณาถอนหนังสือขอยกเลิกสัญญาฉบับก่อนหน้านี้ แต่เอกชนได้ส่งหนังสือยืนยันความประสงค์อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาสิทธิของบริษัท แม้เนื้อหาจะแสดงชัดเจนถึงความต้องการยุติสัญญา
นายสิริพงศ์กล่าวว่า การส่งหนังสือดังกล่าวยังไม่ได้ทำให้สัญญาสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากการยุติสัญญาร่วมลงทุนมีเงื่อนไขและขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วน ดังนั้น การแสดงความประสงค์ขอยุติสัญญาเพียงฝ่ายเดียว ยังไม่ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง และ รฟท.ยังมีหน้าที่เจรจาและบริหารจัดการสัญญาตามกรอบอำนาจและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
“ตอนนี้เรายังดำเนินการไม่ได้ในส่วนของการยกเลิกสัญญา เพราะ รฟท.ยังมีหน้าที่ในการเจรจาและบริหารสัญญาให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยพยายามหาทางออกที่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและประชาชน ขณะเดียวกันรัฐต้องไม่เสียประโยชน์” นายสิริพงศ์กล่าว
สำหรับประเด็นเร่งด่วนที่กระทบประชาชน คือท่าทีของเอกชนที่อาจหยุดเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ หลังสัญญาการเดินรถสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยกระทรวงคมนาคมและ รฟท.ต้องการให้เอกชนเดินรถต่อในระหว่างที่การเจรจาสัญญา 3 สนามบินยังไม่ยุติ เพื่อให้บริการประชาชนเดินหน้าต่อเนื่องโดยไม่เกิดรอยต่อ
นายสิริพงศ์กล่าวว่า รฟท.จะนัดหารือกับเอกชนในวันที่ 27 ส.ค.2569 เพื่อขอให้เดินรถต่อ เนื่องจากสิทธิในการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่มีผลผูกพันอยู่ จึงจำเป็นต้องหารือกับคู่สัญญาให้ชัดเจนก่อนดำเนินการใดๆ
หากท้ายที่สุดเอกชนไม่สามารถหรือไม่ยินยอมเดินรถต่อ รัฐจำเป็นต้องจัดหาผู้ดำเนินการรายอื่นเข้ามารับช่วง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ โดยอาจพิจารณาทั้งหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนรายอื่นที่มีความพร้อมในการเดินรถและบำรุงรักษาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและเงื่อนไขของสัญญา
“กรณีที่เอกชนไม่เดินรถ เราก็ต้องหาคนอื่นมาเดิน เพราะสุดท้ายคนที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน แต่สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการเจรจากับเอกชนก่อน เพื่อให้ยังเดินรถต่อไปได้และรักษาประโยชน์ของประชาชน” นายสิริพงศ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากเอกชนหยุดเดินรถโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา อาจมีประเด็นเรื่องค่าปรับ ค่าเสียหาย หรือข้อพิพาทที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีในอนาคต จึงต้องพิจารณาตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์
นอกจากการแก้ปัญหาการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์แล้ว กระทรวงคมนาคมยังเร่งแยกงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนออกจากการเจรจาสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อไม่ให้ความล่าช้าของสัญญา 3 สนามบินกระทบโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอีกโครงการหนึ่งของประเทศ
โดยเฉพาะ สัญญา 4-1 ช่วงกรุงเทพอภิวัฒน์-อยุธยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับระบบแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงส่วนต่อขยาย Missing Link ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง บริเวณโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งยังมีส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ รฟท.หารือกับคู่สัญญาเดิม เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับรูปแบบสัญญา โดยเฉพาะการแยกหรือปรับลดเนื้องานบางส่วนออกมาดำเนินการก่อน เพื่อไม่ให้โครงการส่วนที่มีความจำเป็นต้องหยุดรอผลการเจรจาสัญญา 3 สนามบิน
ทั้งนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนดำเนินการมาประมาณ 10 ปีแล้ว กระทรวงคมนาคมจึงต้องการเร่งรัดส่วนที่สามารถเดินหน้าได้ เพื่อให้การพัฒนาโครงข่ายรถไฟไม่ถูกผูกไว้กับข้อพิพาทหรือการเจรจาสัญญา 3 สนามบิน
นายสิริพงศ์กล่าวว่า วันที่ 27 ส.ค.นี้ การหารือกับเอกชนจะครอบคลุมทั้งแนวทางการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสัญญา โดยหลังได้ข้อสรุปจะนำผลการเจรจาไปพิจารณาแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
“สิ่งที่เราทำคือเจรจาให้เขาเดินต่อ เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนและให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา หากเอกชนไม่เดินรถ เราก็ต้องจัดหาคนมาเดินรถให้ได้ ขณะเดียวกันต้องทำให้โครงการเดินหน้าต่อ รัฐไม่เสียประโยชน์ และไม่กระทบประชาชน” นายสิริพงศ์กล่าว