
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในระหว่างการแถลงภาวะสังคมไตรมาส 2/2569 ว่า ภายหลังมีประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้เสนอรายชื่อไปแล้ว คาดว่าจะมีการลงนามแต่งตั้งประธานในเร็ว ๆ นี้ และ สศช. อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแลการลงทุน เพื่อลดผลกระทบการใช้ไฟฟ้าและน้ำ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำที่มีความซับซ้อนและกระทบหลายภาคส่วนมากกว่า ซึ่ง สศช. ได้หารือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
ทั้งนี้ เกณฑ์ดังกล่าวมุ่งเน้นให้กลุ่ม Hyperscale สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่เฉพาะช่วงก่อสร้าง ส่วนกำหนดเวลาแล้วเสร็จยังต้องรอหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ออกนโยบายกลางเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ โดยผู้ประกอบการที่ไม่ได้ขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ ยังคงขอใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่น เช่น กสทช. ได้ตามปกติ ส่วนการวางหลักเกณฑ์จะเสร็จเมื่อใดนั้น ต้องมีการประชุมคณะกรรมการและหารือกับประธานคณะกรรมการก่อน
“กลไกการพิจารณาดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันมีความกระจัดกระจาย เนื่องจากธุรกิจนี้ยังไม่ถูกนิยามชัดเจนว่าเป็นอุตสาหกรรมประเภทใด ทำให้สามารถดำเนินการได้ในหลายพื้นที่ โดยยกตัวอย่างว่า มีผู้ประกอบการบางรายซื้อตึกเก่าแล้วรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ในย่านพระราม 9 ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า โครงการที่ดำเนินการไปแล้วควรมีมาตรการกำกับดูแลด้านการใช้ทรัพยากรและผลกระทบด้วยเช่นกัน” นายดนุชา ระบุ
นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช. ได้จัดทำบทความพิเศษเรื่อง การรับมือกับการลงทุน Data Center ในต่างประเทศ โดยระบุว่า ข้อมูลจาก McKinsey & Company ประเมินว่าในช่วงปี 2568-2573 การลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสะสมสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 219 ล้านล้านบาท) โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนความต้องการถึง 34% ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ปัจจุบันประเทศไทยมี Data Center ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ 42 แห่ง และยังมีโครงการใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกหลายแห่ง ทั้งนี้ บีโอไอระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 36 โครงการ มูลค่าประมาณ 728,000 ล้านบาท
กรณีศึกษาต่างประเทศชี้ว่า Data Center สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาษีได้มหาศาล เช่น เคส Loudoun County ในสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันหนักต่อทรัพยากร เช่น ไอร์แลนด์ที่ Data Center กินไฟฟ้าถึง 21% ของทั้งประเทศจนต้องชะลอโครงการใหม่ หรือเนเธอร์แลนด์ที่ประสบปัญหาการใช้น้ำมหาศาลช่วงภัยแล้ง นอกจากนี้ ด้านการจ้างงานยังพบข้อจำกัด เพราะสร้างงานจำนวนมากเฉพาะช่วงก่อสร้าง แต่มีการจ้างงานประจำและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ท้องถิ่นน้อย หลายประเทศจึงเริ่มคุมเข้ม เช่น สิงคโปร์กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพพลังงาน (PUE ไม่เกิน 1.3) และบังคับใช้พลังงานสะอาด ส่วนมาเลเซียบังคับใช้สินค้าและบริการในประเทศ
สำหรับประเทศไทย แม้มีศักยภาพสูง แต่กว่า 60% ของค่าใช้จ่ายเป็นการนำเข้าอุปกรณ์ ผู้ประกอบการไทยจึงได้ประโยชน์จำกัดเพียงแค่งานก่อสร้าง ขณะที่ด้านกฎหมายยังไม่มีหน่วยงานหลักกำกับดูแลภาพรวม และยังขาดเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเฉพาะ ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งวางระบบกำกับดูแลให้ครอบคลุม จัดทำเกณฑ์ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พร้อมกำหนดสัดส่วนการใช้สินค้าและแรงงานในประเทศเพื่อดึงดูดมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจไทย รวมถึงผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีประหยัดทรัพยากร เพื่อรองรับการเติบโตโดยไม่กระทบความมั่นคงด้านน้ำและไฟฟ้าของประเทศ