ได้ฤกษ์ปฏิรูป “ภาษีรถยนต์”

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ได้ฤกษ์ปฏิรูป “ภาษีรถยนต์”

Date Time: 25 ส.ค. 2569 04:29 น.

Video

Kioxia บริษัทอะไร? เข้าตลาดไม่ถึง 2 ปี ขึ้นแท่นหุ้นเบอร์ 1 ญี่ปุ่น | Digital Frontiers EP.69

Summary

"ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" สั่งกรมสรรพสามิตปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ทั้งระบบ แก้เกมอินโดนีเซียชวนโตโยต้าย้ายฐาน คุ้มครองอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมูลค่า 1.9 ล้านล้านบาท

Latest


กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์” เมื่อนายปุรบายา ยูดี ซาเดวา รมว.คลังอินโดนีเซีย เสนอสิ่งจูงใจให้ “โตโยต้า” ค่ายรถอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ย้ายศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคจากไทยไปอินโดนีเซีย ระบุ “เราจะสนับสนุนโตโยต้า จัดหามาตรการจูงใจที่จำเป็นทั้งหมด ขอให้ย้ายกิจกรรมการผลิตหลักของคุณจากไทยมายังอินโดนีเซีย”

นำไปสู่การไล่เรียงนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ในยุคหลังๆของรัฐบาลไทยที่เน้นสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่ายจีนและสหรัฐอเมริกา จนอาจมองข้ามความสัมพันธ์ยาวนานกับค่ายรถสันดาปจากญี่ปุ่น

นั่นเป็นเหตุให้ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้สั่งการให้ “นายพรชัย ฐีระเวช” อธิบดีกรมสรรพสามิตและทีม ไปศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ทั้งระบบ เพื่อสร้างความยุติธรรมและรักษาฐานการผลิตรถยนต์ไว้ในประเทศไทย

เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์คือหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทย มียอดผลิตรถยนต์รวม 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 500,000—600,000 คัน ส่งออกไปทั่วโลก 900,000 คัน มีการสร้างงานมากกว่า 1 ล้านคน มูลค่ารวม 1.8—1.9 ล้านล้านบาท ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค

โจทย์แรกที่ ดร.เอกนิติตั้งไว้ คือต้องลดแรงกดดันจากค่ายรถยนต์ “ญี่ปุ่น” ที่ลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

จนไทยกลายเป็นศูนย์การส่งออกของภูมิภาค แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะต่อรถยนต์นำเข้า โดยเฉพาะรถไฟฟ้าจากประเทศมหาอำนาจ “จีน” ซึ่งได้อานิสงส์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ทำให้เสียภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในอัตราต่ำสุดหรือ 0% ทำให้รถไฟฟ้าจาก “จีน” รุกตลาดไทยอย่างหนัก ลดราคาแบบถล่มทลาย ขับรถบนท้องถนน หันซ้าย หันขวา จะเห็นแต่รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ “จีน” มากมาย

ดร.เอกนิติจึงได้กำชับ “กรมสรรพสามิต” อีกครั้ง ให้นำประเด็น FTA มาประกอบพิจารณาการปรับโครงสร้าง ภาษีรถยนต์ด้วย เพื่อสกัดการย้ายฐานหนี เพราะ FTA แม้ช่วยดึงดูดการลงทุน แต่หากมองในมุมรายได้จากการจัดเก็บภาษี รัฐบาลไม่ได้ประโยชน์ จึงต้องหากลไกสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ เพราะนอกจากหอบเงินมาลงทุนในประเทศไทยแล้ว ยังสร้างการจ้างงาน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ

กลไกที่ว่าคือการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ทำให้รถนำเข้าต้องจ่ายภาษีสูงกว่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ยกตัวอย่างจากการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ที่เริ่มจัดเก็บภาษีมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 ถูกประเมินว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่ม 3,000 ล้านบาท นอกจากช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีแล้ว ยังช่วยสร้างความเท่าเทียมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทำให้สินค้านำเข้ามีต้นทุนในการเสียภาษี แทนที่จะได้เปรียบทุกด้านจากต้นทุนที่ถูกกว่า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาสินค้าราคาถูกไหลทะลักเข้าไทย

โดยกรมสรรพสามิตจะต้องรายงานผลการศึกษาโครงสร้างภาษีรถยนต์ทั้งหมดให้กระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาแล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติ ให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย.2569 ซึ่ง ดร.เอกนิติเชื่อว่านอกจากสร้างความยุติธรรมให้ค่ายรถยนต์ไม่คิดย้ายฐานการผลิตหนีไปประเทศอื่นแล้ว ยังจะช่วยดึงค่ายรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยเพิ่มด้วย

โจทย์ที่ 2 คือการสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือราคาพลังงานผันผวนและลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรการต้องสอดคล้องกับพันธกิจการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท

กรมสรรพสามิตจะต้องเสนอแผนการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ เปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากรถ “น้ำมัน” เป็นรถ “ไฟฟ้า” หรือรถ EV ให้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ามีการจดทะเบียนแล้วเกือบ 500,000 คัน ถือว่าเติบโต เร็วมาก

สวนทางกับการจัดเก็บภาษีรถยนต์ของกรมสรรพสามิตที่ลดลง เป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนการใช้รถ EV ด้วยอัตราภาษีต่ำลง ทำให้ปี 2568 จัดเก็บรายได้ 56,539 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 กว่า 10,000 ล้านบาท โดยปี 2567 จัดเก็บภาษีได้ 67,362 ล้านบาท ประกอบกับเศรษฐกิจซบเซา ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์สูงเกือบ 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อีกทั้งสถาบันการเงิน ยังคงเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ เป็นผลต่อเนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น ทำให้ยอดขายรถยนต์ลดลง การจัดเก็บภาษีก็ลดลงตามไปด้วย

ประเทศไทยจึงต้องใช้โอกาสและจังหวะนี้ ปรับกลยุทธ์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ ปฏิรูปโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ทั้งระบบ เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ให้มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะการลงทุนเป็นการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ต้องดูแลนักลงทุนที่ลงทุนในประเทศมาอย่างยาวนานด้วย เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เชื่อว่าการยกเครื่องปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ จะทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาด และราคาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง!!! อีกครั้ง.

ดวงพร อุดมทิพย์


คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ