ต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนคนไทย

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนคนไทย

Date Time: 25 ส.ค. 2569 06:00 น.

Video

E-commerce 3.0 เปลี่ยน AI จากต้นทุน สู่เครื่องจักรทำเงิน | Digital Frontiers EP.74

Summary

สภาพัฒน์เตือน! ยอดแรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพสงวนคนไทยพุ่ง ทำคนไทยว่างงานพุ่ง 4 แสนคน ค่าจ้างเฉลี่ยลดลง ขณะที่หนี้ครัวเรือน สูงถึง 16.41 ล้านล้านบาท

Latest


นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในการแถลงภาวะสังคมไตรมาส 2 ปี 69 ว่า ตลาดแรงงานไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แม้ไตรมาส 2 ปี 69 จำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นเป็น 41.5 ล้านคน แต่มีสัญญาณเปราะบาง ทั้งจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้น รายได้เฉลี่ยที่ลดลง ภาระการทำงานล่วงเวลาที่สูงขึ้น ประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ พบแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายมากกว่า 3,000 ราย เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน โดยราว 30% ของกลุ่มนี้ ลักลอบทำอาชีพสงวนของคนไทย เช่น เร่ขายสินค้า ขับขี่ยานพาหนะ  จึงเสนอให้รัฐเข้มงวดติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแรงงานไทย

ขณะเดียวกัน การว่างงานยังเป็นอีกสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง แม้อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.95% ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่จำนวนผู้ว่างงานกลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 400,000 คน นอกจากนี้ ผู้ว่างงานระยะยาวยังเพิ่มขึ้น 11% ขณะที่กลุ่มผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับชั่วโมงทำงานที่กำหนด หรือผู้เสมือนว่างงานก็เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคน สะท้อนว่าปัญหาตลาดแรงงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงไม่มีงานทำ แต่รวมถึงการมีงานทำไม่เต็มศักยภาพและมีชั่วโมงทำงานไม่เพียงพอ

ด้านรายได้แรงงานก็ยังมีแรงกดดัน โดยค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยลดลง 0.25% ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระมีรายได้ต่อเดือนลดลง 1.96% เหลือประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน ส่วนลูกจ้างในระบบมีค่าจ้างเฉลี่ยมากกว่า 15,800 บาทต่อเดือน อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนภาระของคนทำงาน คือ จำนวนผู้ทำงานล่วงเวลา เพิ่มขึ้น 3% มาอยู่ที่ 6.5 ล้านคน สะท้อนว่าแรงงานจำนวนหนึ่งอาจต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงานเพื่อรักษารายได้ ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ตัวเลขการจ้างงานจะยังอยู่ในระดับสูง แต่คุณภาพและความมั่นคงของงานยังเป็นโจทย์สำคัญของตลาดแรงงานไทย

“ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเปราะบางและเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่ากังวล แม้สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปี 69 ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% แต่มูลค่าหนี้รวมยังมหาศาลถึง 16.41 ล้านล้านบาท สัญญาณอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง คือ กลุ่มสินเชื่อที่กำลังจะกลายเป็นหนี้เสียหรือ SML (ค้างชำระ 31-90 วัน) ที่พุ่งสูงขึ้นแตะ 4.07% ประกอบกับ การมีบัญชีสินเชื่อต่อคนเพิ่มสูงขึ้นจนเสี่ยงจ่ายไม่ไหว แต่จุดที่สะท้อนถึงการติดหล่มหนี้ คือ การแก้หนี้ที่ยังไม่ได้ผล ลูกหนี้ NPL (หนี้เสีย) ที่ปรับโครงสร้างหนี้มีเพียง 14.3% ที่กลับมาชำระหนี้ได้ แต่อีกกว่า 80% ชำระไม่ไหว เพราะรายได้ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ผนวกกับเงื่อนไขเวลา และดอกเบี้ยที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถจ่ายจริง วิกฤติหนี้ครัวเรือนรอบนี้จึงไม่ใช่แค่หนี้เพิ่มขึ้น แต่คือการที่คนเป็นหนี้เสียแล้วไม่สามารถลุกขึ้นยืนใหม่ได้”


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ