
ผมยึดหลัก คิดดี ทำดี โดยเอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ถ้าเรามัวแต่เอาใจทุกคน เพื่อให้คนรัก ประเทศก็จะเสียประโยชน์ ผมจึง เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง และพร้อมรับแรงกระแทกเสมอ
จากเทคโนแครตผู้คร่ำหวอดในระบบราชการ วันนี้เขาก้าวข้ามเส้นแบ่งมาสวมหมวกนักการเมืองเต็มตัว ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษกับ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ถึงความรู้สึกเบื้องลึกหลังรับตำแหน่งมาได้ 8–9 เดือน
การยอมทิ้งอายุราชการที่เหลืออยู่อีกถึง 6-7 ปี เพื่อกระโดดลงสู่สนามการเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอดีตข้าราชการประจำที่คุ้นเคยกับบทบาทผู้เสนอแนะนโยบาย
ภายใต้รอยยิ้มและท่าทีที่ดูนิ่งสงบ เขาต้องแบกรับความกดดันและภาระหน้าที่ที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งในฐานะผู้ตัดสินใจและผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่แค่มิติทางเศรษฐกิจอย่างที่เคยชิน แต่ยังรวมถึงมิติทางสังคม ปากท้อง ที่กระทบชีวิตชาวบ้านโดยตรง
แม้จะต้องเผชิญกับแรงปะทะและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองที่ถาโถมเข้าใส่ จนบางครั้งต้องอาศัยการสวดมนต์เพื่อทำใจก่อนเริ่มงาน แต่ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่และอุดมการณ์ “คิดดี ทำดี” ที่สลักลึกอยู่ในใจ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่สู้ด้วยหลักการและเหตุผล พร้อม เดินหน้าผ่าตัดนโยบายเศรษฐกิจ จัดระเบียบวินัยการคลังให้เข้มแข็ง และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลกให้เกิดขึ้นจริง
เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพื่อสร้างความนิยมฉาบฉวยให้ทุกคนรัก แต่เพื่อวางรากฐานความมั่งคั่งให้ประเทศ และช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อยที่เดือดร้อนจริงๆ ติดตามวิถีคิดและก้าวย่างที่สำคัญของขุนพลเศรษฐกิจคนนี้ในบทสัมภาษณ์เจาะลึกแบบบรรทัดต่อบรรทัดจากนี้ได้เลย
ถาม : การเปลี่ยนบทบาทจากข้าราชการระดับสูง มาเป็นนักการเมืองเต็มตัว มีความคุ้นชินหรือยัง และ อะไรคือความท้าทายที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านนี้
ตอบ : ยอมรับว่าสภาพแวดล้อมการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่หลังจากผ่านไป 8-9 เดือน ก็เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ความท้าทายหลักคือกรอบความรับผิดชอบที่ขยายกว้างขึ้นมาก จากที่เคยมองแค่มิติทางเศรษฐกิจ วันนี้ต้องดูแลหน่วยงานสำคัญอย่างครอบคลุม ทั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), สภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ และกระทรวงพลังงาน ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องลงไปสัมผัสปัญหาปากท้องและสังคมอย่างลึกซึ้ง รวมถึงภารกิจที่ไม่ได้คาดคิด เช่น การต้องลงพื้นที่จัดการน้ำใน 18 จังหวัดภาคกลาง ครอบคลุม 3 ลุ่มน้ำ เพราะฉะนั้นโจทย์มันกว้างขึ้นมาก
“พอมาเป็นคนตัดสินใจ มิติความกว้างของเนื้องาน แต่ก่อนดูเศรษฐกิจอย่างเดียว วันนี้มันก็ไปดูทั้งในเรื่องสังคม เรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างที่ได้รับมอบหมายในเรื่องของการดูภัยแล้งอุทกภัยในภาคกลาง 18 จังหวัด ลุ่มน้ำ 3 ลุ่มน้ำ ในฐานะหมวกรองนายกฯ เราก็ต้องไปลงในมิติของสังคม ช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งในมุมนึงก็ดี ก็คือเราได้ไปเห็นชาวบ้านจริงๆ แล้วก็ได้เห็นว่ามันกระทบชีวิตเขา ผมลาออกจากราชการทั้งที่ผมเหลืออายุราชการอีก 6-7 ปี เพราะฉะนั้นวันนี้มีโอกาสที่ผมทำให้กับประเทศเป็นหลัก ผมใช้หลักนี้”
ถาม : เมื่อก้าวมาเป็นผู้ตัดสินใจนโยบายแล้ว ย่อมต้องเจอแรงปะทะทั้งทางการเมืองและทางสังคม มีวิธีการรับมือหรือทำใจกับแรงกระแทกเหล่านี้อย่างไร
ตอบ : นโยบายเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีทั้งคนได้และคนเสียเสมอ หากเลือกที่จะทำนโยบายประชานิยมเพื่อให้ทุกคนรัก ประเทศก็จะเสียหาย จึงเลือกที่จะไม่เอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือนโยบายจัดระเบียบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ที่ต้องรับแรงกระแทกอย่างหนักเพื่อคัดกรองคนที่ไม่เดือดร้อนจริงออกไป
“ผมยึดหลักคิดดี ทำดี โดยเอาประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ถ้าเรามัวแต่เอาใจทุกคนเพื่อให้คนรัก ประเทศก็จะเสียประโยชน์ ผมจึงเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและพร้อมรับแรงกระแทกเสมอ”
เรื่องบัตรสวัสดิการจริงๆ ผมไม่ทำอะไรเลยก็ได้ เพราะว่ามีคนถือบัตรอยู่ 13.2 ล้านคน เราก็รู้อยู่ว่ามีทั้งคนเดือดร้อนจริงกับคนที่อาจจะไม่ใช่เดือดร้อนใส่ชื่อเข้ามาแต่ผมคิดจริงๆว่าเราพบคนเดือดร้อนจริงๆอีกจำนวนมากที่เขาไม่มีโอกาสเข้ามา เราเห็นตัวอย่างคนที่แอบมาใช้สิทธิ ขี่บิ๊กไบค์เข้ามาซื้อของสิทธิสวัสดิการในร้านธงฟ้า แล้วไปขายต่อ เช่น ยาดม พอเราคิดช่วยคนจริงๆ และเวลาผมไปเจอคนเดือดร้อนจริงๆ ผมก็สบายใจขึ้นนะ ว่าเราได้ช่วยเขาเข้ามา2.3 ล้านคน เป็นคนใหม่ที่เขาไม่มีอะไรเลยจริงๆ
“ถามว่ารับมือยังไง ก็พูด ตรงๆ ก่อนมาทำงานก็ต้องสวดมนต์ก่อน หลักจริงๆพยายาม คิดว่าเราตั้งใจมาทำดี ไม่ได้คิดร้าย ในทางการเมือง ผมจะไม่เคยตอบโต้คน เวลาใครว่าผม ผมก็โอเค ก็ต้องอดทน แต่ว่าผมจะไม่เคยตอบโต้ว่าไอ้คนคนนี้ไม่ดี ผมโต้ด้วยหลักอย่างเดียว แล้วก็คือเราไม่ได้เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยว”
ถาม : หน้าตักในการทำงาน เยอะมาก มีหลายหน่วยงานที่ต้องดูแล การไม่มี “รัฐมนตรีช่วย” ถือเป็นข้อจำกัดหรือไม่
ตอบ : มีทั้งข้อดีและข้อเสียผสมกัน ข้อดีคือมีทีมงานที่แข็งแกร่ง มีผู้ช่วยรัฐมนตรี 4 คน และที่ปรึกษา 2 คนที่มีความมุ่งมั่นทิศทางเดียวกันคือ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ทำให้การตัดสินใจ เด็ดขาดและรวดเร็ว แต่ข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องของเวลา และข้อจำกัดทางกฎหมายที่บางหน้าที่จะมอบหมายให้คนไม่มีตำแหน่งทำแทนไม่ได้ เช่น การชี้แจงในสภา อย่างไรก็ตาม การทำงานเป็นทีมของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลก็ช่วยอุดช่องโหว่ได้มาก โดยมีรัฐมนตรีท่านอื่น เช่น นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ที่ออกมาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้ามาช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับชาวบ้านในมิติทางการเมืองได้อย่างดีเยี่ยม
“ผมว่าวันนี้ผมโชคดี ทีมงานผมเยอะมาก ข้อดีก็คือการทำงานแบบนี้ เราทำได้เต็มที่ ตัดสินใจด้วยการตัดสินใจจากเราคนเดียวกับทีมงาน แล้วก็นำเสนอท่านนายกฯ แต่ข้อเสียก็คือ เรื่องเวลา พอโดนงานงอกมาเนี่ย เราไม่สามารถมอบหมาย คนที่ไม่ได้มีตำแหน่งได้ เช่น งานชี้แจงสภา ซึ่งจำเป็นต้องใช้รัฐมนตรีช่วย ผู้ช่วยรัฐมนตรี ไปพูดแทนก็ไม่ได้ ก็ทำให้เวลาเราเหลือน้อย”
ถาม : ยุทธศาสตร์เป้าหมายเศรษฐกิจที่ต้องการให้ GDP โต 3% และดึงการ ลงทุนให้ถึง 30% เพื่อเป็นประเทศรายได้สูง มีที่มาและการขับเคลื่อน อย่างไร?
ตอบ : ประเทศไทยไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จับต้องได้แบบนี้มาก่อน ผมได้นำคำปรึกษาจากธนาคารโลก (World Bank) มาเป็นแกนกลาง โดยตั้งเป้าดันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี คล้ายกับความสำเร็จของมาเลเซีย เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เขาประกาศและกำลังจะเป็นประเทศรายได้สูง ผมก็คุยกับธนาคารโลกว่าเป็นไปได้มั้ย เขาบอกว่าเป็นไปได้ภายใน 12 ปี ผมถึงใช้กรอบนี้
กลไกสำคัญคือการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของประเทศเหลือเพียง 23% มาจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีของภาครัฐ 6% ภาคเอกชน 18% รัฐบาลจึงต้องเร่งเครื่องนโยบายใช้การลงทุนนำ (Investment-led growth) เพื่อให้กลับไปสู่ยุคทองเหมือนช่วงก่อนปี 2540
“ประเทศไทยเราไม่เคยมีการตั้งเป้าแบบที่จับต้องได้และเป็นรูปธรรม ตอนนี้เป้าที่จับต้องได้ก็คือ เราจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศจากปัจจุบันที่อยู่ 23% ขึ้นเป็น 30% ภายใน 4 ปี การลงทุนประเทศไทยวันนี้ 23% แต่ก่อนปี 2540 สมัยก่อนที่เราโชติช่วงชัชวาลเนี่ย การลงทุนอยู่ประมาณ 40% มาจากภาคเอกชนลง 30% และภาครัฐลง 10% แต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 มันตกลงมาโดยตลอด วันนี้ผมถึงเอา Investment–led growth ก็คือเอา การลงทุนเป็นตัวนำ เพราะถ้าเราไม่ลงทุน อนาคตมันไม่โต”
ถาม : นโยบายส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างไร และเม็ดเงินระดับโลกเหล่านี้จะเชื่อมโยงถึง “คนตัวเล็ก” ในประเทศได้อย่างไร
ตอบ : การปลดล็อกกติกาการลงทุนผ่าน Thailand FastPass เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาเติบโตแบบ Double Digit หรือเลขสองหลักเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี วิธีการประเมินผลของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ถูกปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง โดยเลิกให้ความสำคัญกับตัวเลขคำขอที่เป็นแค่ภาพลวงตา แต่หันมาบีบเค้นที่เม็ดเงินลงทุนจริงที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เม็ดเงินเหล่านี้ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับโครงการ Skill Bridge เพื่อยกระดับทักษะและการจ้างงานคนไทยในต่างจังหวัดให้ได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้น
“ตอนนี้มีเม็ดเงินลงทุนจริง ในไตรมาส 2 จำนวน 255,000 ล้านบาท ไตรมาสเดียวนะครับ โตจากปีที่แล้ว 31% ขณะที่ไตรมาสที่ 1 ลงทุนไปแล้ว 280,000 ล้านบาท รวมกัน 2 ไตรมาสก็เกิน 500,000 ล้านบาท นี่คือเม็ดเงินลงทุนจริงเลย ได้เห็นการลงทุนเอกชนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่โตขึ้นมา Double Digit”
ผมพยายามที่จะให้การลงทุนส่วนนี้มันเชื่อมโยงกับในประเทศให้ได้ ทำด้วยโครงการ Skill Bridge ตัวอย่างอุปกรณ์ในการรับส่งข้อมูล AI ด้วยแสงบริษัทอันดับ 1 ของโลก ที่มาตั้งอยู่ที่ จ.สระบุรี จ้างงาน 20,000 คน วันนี้เต็มกำลังการผลิต กำลังขยายโรงงานมา จ.อยุธยา จ้างงานอีก 10,000 คน ผมก็ขอให้เขาไปจับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เช่น จับมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จับกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่โคราช เพื่อถ่ายทอดให้เด็กต่างจังหวัดเข้ามา รายได้ปริญญาตรี 30,000 บาทนะ แล้วทำวิจัยพัฒนาเพื่อไปต่อยอดกับอาจารย์ นี่คือการส่งผ่านให้อยู่ในประเทศไทย”
ถาม : ท่ามกลางสภาวะที่ต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มีวิธีการรักษาสมดุลวินัยการคลังอย่างไรให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนระดับโลก
ตอบ : แม้ประเทศจะมีความต้องการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยอมรับตามความเป็นจริงว่าฐานะการคลังมีข้อจำกัด สิ่งที่ยึดถืออย่างจริงจังคือ วินัยการคลัง โดยมีแผนปรับลดการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ความเข้มงวดนี้ส่งผลสะท้อนออกมาเป็นความเชื่อมั่นระดับนานาชาติ สถาบันจัดอันดับเครดิตปรับมุมมองของไทยให้ดีขึ้น และมีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดพันธบัตร สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
“วันนี้ฐานะการคลังเราไม่ดีเหมือนเดิม สิ่งที่ผมทำ ผมยึดหลักวินัยการคลัง ผมพยายามลดการขาดดุล ปีที่แล้ว 4.4% ของ GDP ปีนี้ผมลดมาเหลือ 3.9% ของ GDP ผมก็มีแผนให้เห็นว่าอีก 2 ปี ผมจะทำให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ผมยึดหลักนี้ แล้วผมทำจริง”
ความตั้งใจนี้ได้ส่งผลบวก การที่สถาบันจัดอันดับมู้ดี้ส์ ประกาศปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านถูกปรับดาวน์เกรดลง วันนี้ตลาดหุ้นไทยขึ้นมาจากปีที่แล้วอยู่ที่แค่ 1,300 จุด วันนี้ 1,600 จุด เม็ดเงินลงทุนเข้ามาในตลาดทุน 60,000 ล้านบาท ตลาดพันธบัตรอีก 40,000 ล้านบาท รวมแสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปีที่เงินเข้ามาช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ นี่คือชัดเจนมากทำไมผมถึงเน้นคำว่าวินัยการคลัง เพราะว่ามันคือการสร้างความเชื่อมั่น
@@@@@@@@@
เป้าหมายการนำไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ได้ถูกวางไว้อย่างชัดเจน แต่ท่ามกลางแรงเสียดทานทางการเมืองที่พร้อมจะถาโถมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆบทพิสูจน์ของขุนพลเศรษฐกิจผู้นี้เพิ่งจะเริ่มต้น เวลาและผลลัพธ์ต่อจากนี้เท่านั้น จะเป็นเครื่องตัดสินว่าเขาจะทำสำเร็จได้อย่างที่พูดหรือไม่.
ทีมข่าวเศรษฐกิจ
คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม