
คมนาคมเร่งเครื่องนโยบายตั๋วร่วม ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าโดยสาร 17-45 บาท ใช้จริง 1 มกราคม 70 ทดสอบระบบ ธ.ค.69 เริ่มใช้จริง 1 ม.ค.70 เล็งดึง กรุงไทย บริหารเคลียริ่งเฮ้าส์ คาดผู้โดยสารเพิ่ม 30%
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม( คนต.) ครั้งที่ 2/2569 ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้านโยบายตั๋วร่วมค่าโดยสาร 17-45 บาท ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม ครั้งที่ 2 ของปี 2569 ได้กำหนดแนวทางเดินหน้าตามมติ ครม. โดยเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและประกาศที่เกี่ยวข้อง พร้อมเจรจากับผู้ประกอบการทุกราย โดยต้องไม่กระทบสัญญาสัมปทาน และรัฐบาลยังไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทาน
สำหรับหลักการคือ ไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ค่าโดยสารเริ่มต้น 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท โดยยังต้องตกลงวิธีคำนวณค่าโดยสารข้ามระบบ การจัดสรรรายได้ และหลักเกณฑ์ชดเชยกรณีค่าโดยสารปกติสูงกว่า 45 บาท ทั้งนี้รัฐจะพิจารณาภาระชดเชยอย่างเป็นธรรม โดยแยกการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารตามธรรมชาติออกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายลดค่าโดยสารเพื่อไม่ให้รัฐแบกรับภาระเกินจำเป็น ขณะที่ผู้ประกอบการก็ไม่ควรได้รับประโยชน์เกินควร
ขณะเดียวกันที่ประชุมยังมอบให้กระทรวงคมนาคม เร่งหารือกับกระทรวงการคลัง ในการคัดเลือกหน่วยงานที่จะมาดำเนินการเคลียริ่งเฮ้าส์ ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้วิธีการเปิดทั่วไป เพราะระยะเวลาในการดำเนินการจำกัด เนื่องจากต้องเริ่มมาตรการกับรถไฟฟ้าทุกสายในวันที่ 1 ม.ค.2570 ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย เพราะรัฐมีหุ้นส่วนในธนาคาร และถือว่ามีความเหมาะสม มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ EMV ให้กับระบบขนส่งมวลชนต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน และต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมวางเป้าหมายให้กระบวนการสำคัญแล้วเสร็จ ภายใน พ.ย. 2569 ทดลองระบบใน ธ.ค. และเปิดใช้จริง 1 ม.ค. 2570 ขณะที่กฎหมายลูกที่เหลือราว 16 ฉบับ ผ่านความเห็นชอบในหลักการแล้วประมาณ 10 ฉบับ คาดประกาศกระทรวงแล้วเสร็จ ก.ย. และกฎกระทรวงราว ต.ค. 2569 ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิ์หรือแก้ไขสัญญา PPP จะต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย
นอกจากนี้ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางให้ฝ่ายเลขานุการ และคณะกรรมการตามมาตรา 31 เดินหน้าเจรจากับผู้ประกอบการขนส่งแต่ละราย โดยยึดกรอบนโยบายของ ครม. ที่กำหนดค่าโดยสาร 17-45 บาท เป็นหลัก และต้องดำเนินการโดยไม่กระทบต่อสัญญาสัมปทาน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทาน ดังนั้น ในระยะเริ่มต้นรัฐอาจจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือหรือชดเชยบางส่วนเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสารร่วมได้จนกว่าสัญญาสัมปทานบางส่วนจะทยอยสิ้นสุดลง จากนั้นจึงสามารถทบทวนโครงสร้างและแนวทางดำเนินการได้อีกครั้ง
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะใช้เงินชดเชยประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังดีกว่าการไปซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าหากทั้งระบบต้องใช้เงินราว 2 แสนล้านบาท และยังมีดอกเบี้ย 2% หรือประมาณ 4 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับวงเงินชดเชยค่าโดยสารที่ประเมินไว้ จึงเลือกใช้วิธีสนับสนุนหรือชดเชยค่าโดยสารในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อเดินหน้าค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท และรอทบทวนโครงสร้างเมื่อสัมปทานทยอยสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการใช้สิทธิ 17-45 บาท เปิดให้ประชาชนไทยเท่านั้น และอาจยืนยันตัวตนผ่านบัตร EMV โดยไม่ต้องลงทะเบียนให้ยุ่งยาก ผู้โดยสารอาจชำระเต็มก่อน แล้วให้เคลียริ่งเฮ้าส์ คำนวณและคืนส่วนต่างตามสิทธิเช่นเดียวกับแนวทางของรถไฟชานเมืองสายสีแดง โดยเบื้องต้นประเมินว่านโยบายอาจเพิ่มผู้โดยสารได้มากกว่า 30% แต่ต้องกำหนดฐานการเติบโตปกติของแต่ละเส้นทางก่อนเพื่อคำนวณว่ารัฐควรรับภาระส่วนใดและแบ่งผลประโยชน์จากผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายอย่างไร โดยเป้าหมายคือ ลดภาระประชาชน ควบคู่การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และรักษาความสมดุลระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ